
ไอเดีย ‘จุลพันธ์’ ลดเงินประกันสังคมฝ่าวิกฤต อาจล่มปากอ่าว ติดบอร์ดรักษาการ
ไอเดีย ‘จุลพันธ์’ ลดเงินสมทบประกันสังคม ช่วยแรงงาน-นายจ้าง รับมือวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อพุ่ง ส่อล่มปากอ่าว เหตุบอร์ดประกันสังคมทั้งชุดอยู่ในสถานะรักษาการ
สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เริ่มส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทยชัดขึ้นเรื่อย ๆ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หลังกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อไทยปี 2569 อาจพุ่งแตะระดับ 5% ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่เร่งตัว และแรงกดดันค่าครองชีพที่เริ่มกระทบทั้งแรงงานและภาคธุรกิจ
ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกมายอมรับว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ “ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว” และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง จนรัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และมาตรการช่วยเหลือแรงงานผ่านกลไกของสำนักงานประกันสังคม
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ “การลดเงินสมทบประกันสังคม” ของทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง
"ขณะนี้กระทรวงแรงงานมีตัวเลขอยู่ในใจแล้ว และเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคมในเร็ว ๆ นี้ แม้รายละเอียดสุดท้ายยังไม่ตกผลึกก็ตาม"
รัฐมนตรีแรงงานยังมองว่า เงิน 500-600 บาทต่อเดือน อาจเป็นตัวเลขเล็กสำหรับบางคน แต่สำหรับแรงงานรายได้น้อยถือเป็นภาระสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าและค่าพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ลดเงินส่งวันนี้ แต่สะเทือนบำนาญวันหน้า
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเริ่มถูกตั้งคำถามทันทีว่า เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่อาจสร้างผลกระทบระยะยาวหรือไม่ เพราะการลดเงินสมทบ ย่อมกระทบต่อยอดเงินสะสมและสิทธิประโยชน์หลังเกษียณของผู้ประกันตนในอนาคต
นายจุลพันธ์ ยอมรับว่า ผลของการลดเงินสมทบอาจทำให้เงินบำนาญในอนาคตหายไป “หลักพันบาท” แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเลือกใช้มาตรการเฉพาะหน้าเพื่อประคองทั้งแรงงานและภาคธุรกิจให้อยู่รอด
อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีแรงงานยังชี้ว่า หากปล่อยให้นายจ้างแบกรับต้นทุนต่อไปโดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือ สุดท้ายปัญหาอาจย้อนกลับไปสู่ “การลดการจ้างงาน” ซึ่งจะกระทบลูกจ้างในวงกว้างมากกว่าเดิม
ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมเคยใช้มาตรการลดเงินสมทบลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้งในช่วงเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น เหตุอุทกภัยหรือดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ โดยลดอัตราเงินสมทบจากเดิมฝ่ายละ 5% เหลือ 3% เป็นระยะเวลา 6 เดือน
อาจ “ล่มปากอ่าว” บอร์ดทั้งชุดยังเป็นรักษาการ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า แนวคิดการลดเงินนำส่งเงินสมทบประกันสังคมในรอบนี้ อาจเผชิญอุปสรรคสำคัญตั้งแต่ต้นทาง เพราะปัจจุบันคณะกรรมการประกันสังคมทั้งชุดอยู่ในสถานะ “รักษาการ”
แม้ตามข้อกฎหมายจะไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า บอร์ดรักษาการสามารถอนุมัติเรื่องใดได้หรือไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติและตามมารยาททางองค์กร บอร์ดจากทุกฝ่าย ทั้งฝั่งผู้ประกันตน ฝั่งนายจ้าง และฝั่งราชการ จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ควรตัดสินใจเรื่องสำคัญระยะยาวหรือไม่
แหล่งข่าวระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กรรมการบางส่วนอาจเลือก “งดออกเสียง” เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจในประเด็นที่อาจส่งผลต่อฐานะกองทุนประกันสังคมระยะยาว และรอให้บอร์ดชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามารับหน้าที่แทน
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า การประชุมบอร์ดรักษาการครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด รวมถึงยังไม่มีการเปิดเผยวาระการประชุมอย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดรัฐมนตรีแรงงานจึงออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่า เรื่องดังกล่าวจะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดได้ในเร็ววัน
จับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. 69
สำหรับความเคลื่อนไหวสำคัญหลังจากนี้ คือการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตาอย่างมาก เพราะจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางกองทุนประกันสังคม ทั้งในเรื่องการบริหารเงินกองทุน สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน รวมถึงแนวทางรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพในระยะต่อไป
ขณะที่บอร์ดชุดใหม่ คาดว่าจะเริ่มเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญว่า สุดท้ายแล้วแนวคิด “ลดเงินสมทบประกันสังคม” ของรัฐบาล จะได้ไปต่อ หรือจบลงตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากปากอ่าวเศรษฐกิจไทย





