
สภาพัฒน์ เตือนแรงงานรับมือถูกลดเวลาจ้าง กระทบรายได้หนัก ว่างงานแฝงพุ่ง
สภาพัฒน์ เตือนแรงงานไทยเตรียมรับมือพิษสงครามยืดเยื้อ ถูกลดเวลาทำงาน กระทบรายได้หนัก พบ Q1 ปี 2569 คนว่างงานแฝงพุ่ง 2.2 แสนคน ขณะที่แรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ 1.1 แสนคน เจอผลกระทบ EV เสี่ยงย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น
25 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางแม้จะยังทรงตัว แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานหลายสาขาทั้งภาคขนส่ง ก่อสร้าง การผลิต และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง
ทั้งนี้ สศช. มองว่า แม้แรงงานจะยังไม่ถูกเลิกจ้าง แต่ก็เห็นสัญญาณการปรับลดชั่วโมงการทำงานลดลง จนส่งผลต่อรายได้ การปรับลดโอที ทำให้ในช่วงต่อไปซึ่งจะเกิดเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้แรงงานมีความเสี่ยงรายได้ไม่เพียงพอค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นด้วย
ผลกระทบสงครามกับแรงงานหลายสาขา
สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น สาขาการขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกว่า 35.5% ของต้นทุนรวมของภาคการขนส่งและอาจส่งผลให้รายได้สุทธิลดลง
ขณะที่สาขาการผลิตอาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้นบางโรงงานต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราว ส่วนสาขาการก่อสร้างเสี่ยงต่อภาวะงานหยุดชะงักจากราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง
เช่นเดียวกับสาขาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอาจชะลอการเดินทาง เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยหดตัวลง 7% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ทั้งนี้ หลายธุรกิจอาจปรับลดชั่วโมงการทำงาน หรือลดการทำงานล่วงเวลา ส่งผลให้แรงงานมีรายได้ลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ควรเร่งเตรียมมาตรการในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์โลกต่อไป
ว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2567-2568 แม้ว่าในปี 2568 จำนวนผู้ว่างงานลดลงจากปี 2567 อยู่ที่ 18.5% และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.82% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ตลาดแรงงานไทยยังคงมีความเปราะบาง สะท้อนจากจำนวนผู้ว่างงานแฝงเฉลี่ยที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำมาก หรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ที่ 17.8%
กลุ่มนี้มักมีระดับการศึกษาไม่สูง กว่า 65% จบระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า และส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร รองลงมาเป็นสาขาการก่อสร้าง และสาขาการผลิต ตามลำดับ
แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ ในปี 2568 มีค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 6,700 บาทต่อคนต่อเดือนต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศที่ประมาณ 1.6 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือนอย่างมาก
ดังนั้นจึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้ของแรงงานกลุ่มเปราะบางที่ยังทำงานต่ำกว่าศักยภาพ
ผลกระทบ EV แรงงานเสี่ยงย้ายอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ยังความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังอุตสาหกรรม EV ของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2569-2571 ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง ไฟฟ้า คาดว่าจะอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีเป้าหมายให้การผลิต EV คิดเป็นอย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2578 ส่งผลให้การผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน
รายหลักที่ส่งตรงให้ผู้ประกอบรถยนต์ (Tier 1) และผู้ผลิตชิ้นส่วนต่อเนื่อง (Tier 2) ที่พึ่งพาการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นหลัก เนื่องจาก EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก โดยอาจลดลงจาก 2,000 ชิ้น เหลือเพียง 20 ชิ้น
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS (2569) คาดว่าในปี 2568-2569 แรงงานกว่า 1.1 แสนคน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และผู้ผลิตชิ้นส่วนบางส่วนยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ EV
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแรงงาน อาทิสนับสนุนการปรับสายการผลิตสู่อุตสาหกรรมใหม่ อย่างเช่น ชิ้นส่วน EV หรือเครื่องมือแพทย์
สถานการณ์แรงงานภาพรวม ไตรมาส 1 ปี 2569
สถานการณ์แรงงาน การจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ผู้มีงานทำมี 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 เป็นผลจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่กลับมาขยายตัว ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวต่อเนื่อง โดยสาขาการค้าส่งและค้าปลีกขยายตัวสูงสุด
รองลงมาคือสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า อัตราการว่างงานรวมเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 0.94% หรือมีผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน จากกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยทำงานลดลง นอกจากนี้ ผู้เสมือนว่างงานยังเพิ่มขึ้น 3% จากการเพิ่มขึ้นของผู้เสมือนว่างงานนอกภาคเกษตรกรรม และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 27%







