thansettakij
thansettakij
หุ้นกู้ดิจิทัลเปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย รายย่อยแห่ลงทุนพุ่งเกือบ 50%

หุ้นกู้ดิจิทัลเปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย รายย่อยแห่ลงทุนพุ่งเกือบ 50%

26 พ.ค. 69 | 10:18 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 10:19 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผย หุ้นกู้ดิจิทัลเปลี่ยนโฉมตลาดตราสารหนี้ไทย หลังสัดส่วนรายย่อยเพิ่มเกือบ 50% ของตลาดในปี 2568 พร้อมต่อยอดสู่หุ้นกู้ USD สำหรับประชาชนทั่วไปครั้งแรกในปี 2569

KEY

POINTS

  • หุ้นกู้ดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นกู้เพิ่มขึ้นจาก 13% เป็นเกือบ 50% ในรอบ 10 ปี
  • การเข้าถึงการลงทุนง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดขั้นต่ำการซื้อเหลือเพียง 1,000 บาท และสามารถซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันธนาคารได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ในปี 2569 เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้แก่นักลงทุนรายย่อยเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อขยายโอกาสการลงทุน

ตลาดหุ้นกู้ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังสัดส่วนหุ้นกู้ที่ขายให้นักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในรอบ 10 ปี ขณะที่ “หุ้นกู้ดิจิทัล” กลายเป็นตัวเร่งสำคัญในการขยายการเข้าถึงการลงทุน ผ่านการลดขั้นต่ำการซื้อ เหลือเพียง 1,000 บาท พร้อมเปิดซื้อขายผ่านแอปธนาคารตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดปี 2569 เตรียมต่อยอดสู่หุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเสนอขายรายย่อยครั้งแรก

ตลาดตราสารหนี้ไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลัง “หุ้นกู้ดิจิทัล” เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการขยายฐานนักลงทุนรายย่อย และเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนในตลาดหุ้นกู้จากเดิมที่เคยจำกัดอยู่ในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้มีเงินลงทุนสูง ไปสู่การเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สะดวก รวดเร็ว และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายให้แก่นักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จากระดับเพียง 13% ของมูลค่าหุ้นกู้ที่จำหน่ายในปี 2559 เพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้ 50% ในปี 2568 สะท้อนว่ากลุ่มนักลงทุนรายย่อยหันมาให้ความสนใจการลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จากหุ้นกู้กระดาษสู่ตลาดดิจิทัล

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลง คือการพัฒนา “หุ้นกู้ดิจิทัล” หรือหุ้นกู้ไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless Bond) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับตลาดการเงิน หรือ Digital Infrastructure for Financial Market (DIF) ตั้งแต่ปี 2562

ระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี Distributed Ledger Technology (DLT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้กระบวนการออกและซื้อขายตราสารหนี้มีความคล่องตัวมากขึ้น

โครงสร้างพื้นฐานนี้ถูกออกแบบให้รองรับการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนสำหรับนักลงทุนหลายกลุ่ม ทั้งประชาชนทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ ครอบคลุมทั้งสกุลเงินบาทและเงินตราต่างประเทศรวม 6 สกุล ได้แก่ THB, USD, EUR, GBP, HKD และ JPY

รายย่อยเข้าถึงง่ายขึ้น

นับตั้งแต่ปี 2564-2568 มีมูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลในรูปแบบ Scripless รวมแล้วกว่า 50,075 ล้านบาท ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานและสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ บรรจุภัณฑ์ ท่องเที่ยว และธุรกิจการเกษตร

จุดเปลี่ยนสำคัญของหุ้นกู้ดิจิทัล คือการลด “ข้อจำกัดในการเข้าถึง” ของนักลงทุนรายย่อยอย่างชัดเจน

จากเดิมที่หุ้นกู้ทั่วไปมักกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำระดับ 100,000 บาท หรือ 1 ล้านบาท หุ้นกู้ดิจิทัลลดขั้นต่ำเหลือเพียง 1 หน่วย หรือประมาณ 1,000 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ทำให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ การซื้อขายยังสามารถทำผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์โดยตรง ลดขั้นตอนเอกสาร ลดระยะเวลาการได้รับหุ้นกู้ และทำให้กระบวนการตั้งแต่จองซื้อจนถึงถือครองมีความสะดวกมากขึ้น

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือการรองรับการซื้อขายในตลาดรองผ่านระบบดิจิทัลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความยืดหยุ่นให้กับนักลงทุนรายย่อยมากกว่าระบบแบบเดิม

ตลาดหุ้นกู้กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง

การเติบโตของหุ้นกู้ดิจิทัลไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดตราสารหนี้ไทยในระยะยาว

ในอดีต ตลาดหุ้นกู้มักเป็นพื้นที่ของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ หรือผู้มีสินทรัพย์สูง เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และขั้นตอนการซื้อขายค่อนข้างซับซ้อน

แต่เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยลดต้นทุนและลดข้อจำกัด นักลงทุนรายย่อยจึงเริ่มมีบทบาทต่อระบบตลาดทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ปัจจุบัน การเสนอขายหุ้นกู้ของหลายบริษัทเริ่มอยู่ในรูปแบบ “ผสม” ระหว่างหุ้นกู้แบบมีใบหลักทรัพย์และหุ้นกู้ดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป

พัฒนาการของหุ้นกู้ดิจิทัลกับการขยายการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อย

ปี 2569 จุดเริ่มต้นหุ้นกู้ USD รายย่อย

อีกพัฒนาการสำคัญที่ถูกจับตาในปี 2569 คือ การเสนอขายหุ้นกู้ดิจิทัลสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยผู้ออกหุ้นกู้เป็นบริษัทในกลุ่มพลังงานที่มีความต้องการใช้เงินสกุล USD ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดตราสารหนี้ไทย

ที่ผ่านมา หุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศมักจำกัดเฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น เนื่องจากมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและข้อกำหนดการลงทุน

การเปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงหุ้นกู้ USD ผ่านระบบดิจิทัล จึงสะท้อนว่าบทบาทของรายย่อยในตลาดตราสารหนี้ไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในอนาคต อาจเห็นผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ ที่หลากหลายขึ้น ทั้งในแง่สกุลเงิน รูปแบบตราสาร และช่องทางการลงทุน

ดิจิทัลช่วยลดต้นทุนตลาดทุน

หุ้นกู้ดิจิทัลยังมีข้อได้เปรียบในเชิงต้นทุนและประสิทธิภาพของระบบตลาดทุนโดยรวม การลดการใช้เอกสารและกระบวนการแบบ Manual ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของทั้งผู้ออกหุ้นกู้ ตัวกลางทางการเงิน และนักลงทุน

ขณะเดียวกัน ระบบ DLT ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และความรวดเร็วในการทำธุรกรรม 

สำหรับภาคธุรกิจ หุ้นกู้ดิจิทัลยังช่วยให้สามารถเข้าถึงฐานนักลงทุนได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการลงทุนผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มออนไลน์

ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตลาดตราสารหนี้ไทย และทำให้ตลาดทุนสามารถระดมเงินออมจากภาคครัวเรือนได้มากขึ้น

แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่

แม้หุ้นกู้ดิจิทัลจะช่วยขยายโอกาสการลงทุนให้รายย่อย แต่ผู้ลงทุนยังจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบเช่นเดียวกับหุ้นกู้ทั่วไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ทั้งเงื่อนไขของหุ้นกู้ อันดับความน่าเชื่อถือ ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้  โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน และตลาดหุ้นกู้ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกรณีผิดนัดชำระหนี้ของบางบริษัท

นักลงทุนรายย่อยจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมิน “ความเสี่ยงด้านเครดิต” และ “สภาพคล่อง” เพิ่มเติม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนที่สูงเพียงอย่างเดียว

ความเสี่ยง FX ที่ต้องระวัง

สำหรับหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศ เช่น หุ้นกู้ USD ที่กำลังจะเปิดขายแก่รายย่อย นักลงทุนยังต้องคำนึงถึง “ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” หรือ FX Risk ด้วย  แม้ผลตอบแทนในรูปดอลลาร์สหรัฐอาจดูน่าสนใจ แต่เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท ผลตอบแทนที่ได้รับจริงอาจแตกต่างไปจากที่คาด หากค่าเงินบาทผันผวน

ในบางช่วง นักลงทุนอาจได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากค่าเงิน แต่ในอีกหลายกรณี การแข็งค่าของเงินบาทอาจทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงลดลงได้เช่นกัน ดังนั้น การลงทุนในหุ้นกู้สกุลต่างประเทศจึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่เข้าใจความเสี่ยงด้านค่าเงิน และสามารถรับความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง