
ดาวโจนส์ทะยาน 645 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคฯ จับตางบ Nvidia ชี้ทิศ AI โลก
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 645 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคฯ จับตางบ Nvidia ชี้ทิศ AI โลก วอลล์สตรีทคลายกังวลเงินเฟ้อ บอนด์ยีลด์ลด หนุนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้นกว่า 645 จุด โดยมีแรงซื้อหนุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิป
- นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัท Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก
- ผลประกอบการของ Nvidia ถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ (20 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิปอย่างคึกคัก
ก่อนที่บริษัท Nvidia จะเปิดเผยผลประกอบการ อีกทั้งตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,009.35 จุด เพิ่มขึ้น 645.47 จุด หรือ +1.31%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,432.97 จุด เพิ่มขึ้น 79.36 จุด หรือ +1.08%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,270.36 จุด เพิ่มขึ้น 399.65 จุด หรือ +1.54%
ทั้งนี้ บริษัท Nvidia ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของสหรัฐฯ และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการ
ด้านนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ระบุว่า Nvidia ช่วยหนุนผลตอบแทนของดัชนี S&P500 ประมาณ 20% ในปีนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวผลประกอบการของบริษัทจึงมีความสำคัญและเป็นที่จับตาอย่างมาก โดยนักลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท และนักลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภท ต่างก็ใช้ Nvidia เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังดำเนินไปในทิศทางใด
อย่างไรก็ดี ตลาดยังได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ชะลอตัวลง หลังจากพุ่งขึ้นติดต่อกันสามวันและแตะที่ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อซึ่งมีสาเหตุมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งขึ้น 2.5% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.87% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 2.6% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวลง 0.97%
หุ้น Nvidia ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 1.3% ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia SE Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 4.5% โดยหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นได้แก่หุ้น Astera Labs ทะยานขึ้น 17.7% และหุ้น ARM Holdings ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 15%
หุ้น Target ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกของสหรัฐฯ ร่วงลง 3.9% และเป็นปัจจัยฉุดหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในดัชนี S&P500 หลังจาก Target ได้เตือนถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทาย แม้ว่าทางบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของยอดขายรายปีเป็นสองเท่าก็ตาม
ขณะที่หุ้น Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ร่วงลง 2.5% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการในวันนี้ (21 พ.ค.)
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 28-29 เม.ย. โดยระบุว่า มีกรรมการเฟดจำนวนมากขึ้นที่เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36.8% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งลดลงจากระดับ 42% ที่ให้น้ำหนักไว้ในวันอังคารที่ผ่านมา
นักลงทุนยังคงจับตาการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวในวันพุธว่า การแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันเดียวกันว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย พร้อมกับเตือนว่า อาจมีการโจมตีครั้งใหม่ หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง







