thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดบวก 56.09 จุด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-สงครามอิหร่านกดดันตลาด

ดาวโจนส์ปิดบวก 56.09 จุด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-สงครามอิหร่านกดดันตลาด

13 พ.ค. 69 | 00:46 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 69 | 00:46 น.

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-สงครามอิหร่านกดดันตลาด ขณะที่นักลงทุนลดหวังเฟดลดดอกเบี้ยปีนี้

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย สวนทางกับดัชนี S&P500 และ Nasdaq ที่ปรับตัวลดลง
  • ตลาดเผชิญแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น 3.8% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
  • สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ผ่านการกระทบต่ออุปทานและราคาน้ำมัน
  • ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อทำให้นักลงทุนมองว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลดน้อยลง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันอังคาร (12 พ.ค.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนลบ 

ทั้งนี้ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดของสหรัฐฯ และความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นปัจจัยกดดันให้นักลงทุนเทขายทำกำไร

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,760.56 จุด เพิ่มขึ้น 56.09 จุด หรือ +0.11%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,400.96 จุด ลดลง 11.88 จุด หรือ -0.16% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,088.20 จุด ลดลง 185.92 จุด หรือ -0.71%

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7% หลังจากที่เพิ่ม 3.3% ในเดือนมี.ค.

ดาวโจนส์ปิดบวก 56.09 จุด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ-สงครามอิหร่านกดดันตลาด

 

การพุ่งขึ้นของดัชนี CPI ในเดือนเม.ย.สะท้อนให้เห็นว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่มาจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมัน ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นและก่อให้เกิดเงินเฟ้อ โดยตลาดวิตกกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีก และจะลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

 

อย่างไรก็ดี ล่าสุดเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนัก 30.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 21.5% ที่ให้น้ำหนักในวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.)

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติให้เควิน วอร์ช เป็นสมาชิกของคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ด้วยคะแนนเสียง 51 ต่อ 45 และอาจจะจัดการประชุมอีกครั้งในวันนี้ (13 พ.ค.) เพื่อลงมติอนุมัติให้วอร์ชดำรงตำแหน่งประธานเฟด โดยหากได้รับการรับรองจากวุฒิสภาในวันนี้ วอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดแทนเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก InfraCap ให้ความเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในขณะนี้ วอร์ชอาจไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้แม้ว่าเขาต้องการจะทำก็ตาม รวมถึงกล่าวว่า เงินเฟ้อไม่มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง เว้นแต่ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาข้อยุติได้ในระยะอันใกล้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะที่เปราะบางอย่างมาก พร้อมกับปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการยุติสงคราม โดยข้อเสนอเหล่านี้รวมถึงการที่อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยอมรับอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ยุติมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และยกเลิกการอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยลดลง 1.06% และ 1% ตามลำดับ ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.93% และ 1.56% ตามลำดับ

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ได้รับแรงหนุนจากหุ้น Humana ที่พุ่งขึ้น 7.7% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Bernstein ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาหุ้นของ Humana ขึ้นอีก 36%

นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค. โดยผู้นำทั้งสองจะหารือกันเพื่อคลี่คลายประเด็นต่าง ๆ รวมถึงประเด็นภาษีศุลกากรฐ ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน, ความเป็นไปได้ที่จีนจะเข้ามาบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน และการขยายข้อตกลงการค้าแร่หายาก