
ดาวโจนส์ปิดลบ 67.36 จุด หุ้นเทคฯ-AI หนุนตลาดสหรัฐฯ ฟื้นทำสถิติใหม่
ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 67.36 จุด หุ้น AI ดัน Nasdaq-S&P500 ทำนิวไฮ แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ร้อนแรง นักลงทุนจับตาทรัมป์-สี จิ้นผิงหารือการค้า
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบเล็กน้อย สวนทางกับดัชนี S&P500 และ Nasdaq ที่ปิดบวกทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
- การปรับตัวขึ้นของตลาดได้แรงหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- แรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยบรรเทาปัจจัยลบจากข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงนโยบายการเงินที่เข้มงวด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันพุธ (13 พ.ค.) แต่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก
โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
ซึ่งช่วยบรรเทาปัจจัยลบจากข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) จะใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,693.20 จุด ลดลง 67.36 จุด หรือ -0.14%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,444.25 จุด เพิ่มขึ้น 43.29 จุด หรือ +0.58% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,402.34 จุด เพิ่มขึ้น 314.14 จุด หรือ +1.20%
ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq พลิกกลับมาปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่ปรับตัวลงในช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยหุ้น 6 ใน 7 ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูง หรือ กลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.4% – 3.9%
นักวิเคราะห์จาก Carson Group ระบุว่า ท่ามกลางการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มเทคโนโลยียังคงมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะหุ้นบริษัทผลิตชิปที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากที่อ่อนแรงลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 พ.ค.)
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุในวันพุธว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 6.0% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2565 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากกระทรวงเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.7%
ข้อมูลเงินเฟ้อเหล่านี้ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ และล่าสุด ซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟดสาขาบอสตันกล่าวว่า เฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ลดลง
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารพุ่งขึ้น 2.65% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.26% และหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 1.07%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Ford ทะยานขึ้น 13.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากนักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley มองว่าธุรกิจพลังงานของ Ford และการเป็นพันธมิตรกับ CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่ของจีนนั้น จะทำให้ Ford มีความได้เปรียบด้านการแข่งขัน
นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค. โดยรายงานระบุว่าปธน.ทรัมป์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้วพร้อมกับคณะผู้ติดตาม ซึ่งรวมถึง เจนเซน หวง ผู้บริหารบริษัท Nvidia และ อีลอน มัสก์ ผู้บริหารของ Tesla ซึ่งหัวข้อในการประชุมครั้งนี้รวมถึงการเรียกร้องให้ปธน.สีเปิดรับธุรกิจของสหรัฐฯ และรักษาข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสองประเทศ
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ นั้น Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายปีของดัชนี S&P500 ขึ้นสู่ระดับ 8,000 จุด จากเดิมที่ระดับ 7,800 จุด โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นต่อไป เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง







