
ดาวโจนส์ร่วง 322 จุด นักลงทุนกังวลสงครามอิหร่านยืดเยื้อดันต้นทุนพุ่ง
ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 322 จุด นักลงทุนกังวลสงครามอิหร่านยืดเยื้อดันต้นทุนพุ่ง บอนด์ยีลด์แตะสูงสุดรอบปี ฉุดหุ้นเทคโนโลยี-กดดันตลาด
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลง 322.24 จุด โดยมีสาเหตุหลักจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
- ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้น
- ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนการกู้ยืม พุ่งสูงขึ้น และกดดันตลาดหุ้น
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (19 พ.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี
ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนการกู้ยืม พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อเนื่องจากราคาน้ำมันที่ยังคงในระดับสูง
นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,363.88 จุด ลดลง 322.24 จุด หรือ -0.65%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,353.61 จุด ลดลง 49.44 จุด หรือ -0.67%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.71 จุด ลดลง 220.02 จุด หรือ -0.84%
แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลง 0.73% ในวันอังคาร แต่ราคายังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
ทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงคราม อย่างไรก็ดีทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านอีก ในขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจากสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม สู่ระดับ 4.687% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.66%
จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 41.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. และให้น้ำหนัก 15.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงถึง 0.50% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.7% ที่เคยให้น้ำหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นักวิเคราะห์จากบริษัท Rosenblatt Securities ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่สามารถทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจนระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และตราบใดที่สถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ ราคาน้ำมันก็จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด
การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองของสหรัฐฯ ด้วยนั้น จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง และจะส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ เผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 2.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.58% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.1% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.03%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) รายงานว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมี.ค.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัท Nvidia ในวันนี้ (20 พ.ค.) เพื่อประเมินแนวโน้มความต้องการชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกันก็จับตารายงานการประชุมเฟดในวันนี้เช่นกัน เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย







