
CMAN เร่งคุมต้นทุนพลังงาน ดัน EV Truck 50% รับมือราคาน้ำมันพุ่ง
CMAN เร่งคุมต้นทุนพลังงาน ดัน EV Truck 50% รับมือราคาน้ำมันพุ่ง พร้อมเดินหน้าบริหารต้นทุนเชิงรุก ลุยปรับราคา เลี่ยงสัญญาขายระยะยาว
KEY
POINTS
- CMAN ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เป็น 50% ภายในปี 2569 เพื่อลดผลกระทบและควบคุมต้นทุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
- บริษัทใช้นโยบายกระจายแหล่งพลังงาน (Energy Diversification) ในการผลิต โดยใช้ทั้งถ่านหิน ก๊าซ และไฟฟ้า ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์ฟาร์ม
- บริษัทรับมือต้นทุนที่ผันผวนโดยปรับราคาสินค้าอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และหลีกเลี่ยงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวที่ราคาคงที่
นายอดิศักดิ์ เหล่าจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) (CMAN) ผู้ผลิตปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีต่อเนื่องระดับโลก ภายใต้แบรนด์ CHEMEMAN เปิดเผยในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 ที่ผ่านมาว่า บริษัทได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาพลังงานและค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ทีมบริหารทั้งหมดให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการควบคุมต้นทุน และเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่นทั้งด้านพลังงานและซัพพลายเชน ทำให้สามารถบริหารจัดการและจำกัดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกผ่านการกระจายแหล่งพลังงาน (Energy Diversification) และบริหารซัพพลายเชนอย่างเข้มข้น ตัวอย่างเช่น CMAN มีแผนเพิ่มสัดส่วนรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ให้ได้ 50% ของความต้องการทั้งหมดภายในปี 2569 เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน
รวมถึงการใช้พลังงานแบบผสมในกระบวนการผลิต (Energy Mix) ทั้งถ่านหิน ก๊าซ และไฟฟ้า พร้อมกับลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น Solar Farm เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว โดยมาตรการประหยัดต้นทุนเหล่านี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับ business units ในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาแบบนี้บริษัทจะไม่มีการเข้าทำสัญญาระยะยาวที่กำหนดราคาขายคงที่ และมีการปรับราคาสินค้าอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
สำหรับผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 361 ล้านบาท และคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท รวมมูลค่า 144 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของกำไรสุทธิ
ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานคิดเป็น 25–30% ของต้นทุนรวม และบริษัทยัง สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี โดยมีสัดส่วนลูกค้าประมาณ 70–80% ที่สามารถปรับราคาตามต้นทุน (cost pass-through) ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และในกรณีเกิดสถานการณ์รุนแรง สามารถปรับราคาได้เกือบทั้งหมดตามเงื่อนไขสัญญา ขณะเดียวกัน ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังลดภาระหนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มีความพร้อมในการขยายธุรกิจในอนาคต
“ในโลกปัจจุบันความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ โดยบริษัทไม่ได้มองว่าการดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องที่ง่าย แต่มีความเชื่อมั่นว่าโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น จะช่วยให้สามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัท โดยเฉพาะในตลาดอินเดียและเวียดนาม บริษัทจึงเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตในระดับภูมิภาคผ่านการขยายตลาดและการลงทุน (Expansion & Acquisition) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ อินโดจีน อินเดีย และออสเตรเลีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว”
อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทยังดำเนินการด้านการบริหารต้นทุน การกระจายความเสี่ยง และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งช่วยให้บริษัทแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว







