
‘เอกนิติ’ เผยมูดี้ส์ชูไทยแกร่ง ติดท็อป 5 ประเทศภูมิต้านทานสูง
‘เอกนิติ’ เผยมูดี้ส์ชูไทยแกร่ง ติดท็อป 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีภูมิต้านทานสูง รับแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีสุด ระบุเงินทุนสำรองแน่น 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s (มูดี้ส์) ได้ออกรายงานล่าสุด โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่มี "ภูมิต้านทาน" หรือความแข็งแกร่งในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงได้เป็นอย่างดี
เสถียรภาพด้านต่างประเทศ-เงินทุนสำรองแน่น
จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มูดี้ส์ มองเห็นความเข้มแข็งในหลายด้านของไทย โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล และประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านเหรียญฯ หากรวมฐานะการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
สำหรับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้เพียงพอสำหรับการนำเข้าสินค้าได้นานเกือบ 10 เดือน และมีสัดส่วนสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ไม่ถึง 1 ปี ถึง 2.5 เท่า แม้ในกรณีที่ต่างชาติถอนเงินออกทั้งหมด ไทยก็ยังคงมีทุนสำรองเหลือเพียงพอ
นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย ยังได้รับคำชมว่ามีความลึกและความยืดหยุ่นสูง โดยหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (99%) เป็นการกู้เงินภายในประเทศ และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เฉลี่ยอายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.2% และ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.1-2.2%
ทั้งนี้ จากการเดินทางร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ไทยได้ชี้แจงต่อธนาคารโลก รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ถึงแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างแหล่งเติบโตใหม่
โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาดผ่านนโยบาย BOI และการผลักดัน Direct PPA ผลจากการขับเคลื่อนเชิงรุกผ่าน BOI Fast Pass ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนจริงในไตรมาสแรก เติบโตขึ้นถึง 18% ซึ่งเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศ
พ.ร.ก.กู้เงิน 'กันชน' รับมือวิกฤตพลังงาน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกที่ 3 คือปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดพุ่งสูงเกือบ 2.9% และต้นทุนค่าขนส่งขยับขึ้นกว่า 10%
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภาวะ Double Squeeze (รายได้หดตัวขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น) รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียม "กระสุน" หรืองบประมาณในการเป็นกันชน (Buffer) ให้กับประชาชนและ SMEs หากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือ อาจนำไปสู่ภาวะตกงาน ธุรกิจปิดตัว และเกิด "แผลเป็น" ทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ GDP ของประเทศเติบโตช้าลงในระยะยาว







