thansettakij
thansettakij
เกมนํ้ามันโลกเปลี่ยน จ่อเข้ายุค‘ไร้ผูกขาด’  UAE ถอนตัว OPEC/ OPEC+ หุ้นพลังงานตีปีก

เกมนํ้ามันโลกเปลี่ยน จ่อเข้ายุค‘ไร้ผูกขาด’ UAE ถอนตัว OPEC/ OPEC+ หุ้นพลังงานตีปีก

01 พ.ค. 69 | 03:21 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ค. 69 | 04:02 น.

UAE เขย่า OPEC แตกแถวเกมน้ำมันโลก สะท้อนรอยร้าว “เศรษฐกิจ-การเมือง” อึดอัดโควตาผลิต เร่งปั๊มกำลังสู่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน นักวิเคราะห์ชี้เสี่ยงโดมิโนสมาชิกถอนตัว กดอำนาจคุมราคาน้ำมันโลก เร่งเข้าสู่ตลาดเสรีมากขึ้น

KEY

POINTS

  • การออกจากกลุ่มของ UAE ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ทำให้อำนาจควบคุมอุปทานและราคาน้ำมันของ OPEC/OPEC+ อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศสมาชิกอื่นอาจทยอยถอนตัวตาม
  • UAE ไม่พอใจโควตาการผลิตที่จำกัดศักยภาพ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองกับซาอุฯ และพันธมิตร อีกทั้งต้องการเร่งผลิตน้ำมันสร้างรายได้ เพื่อนำไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุคพลังงานใหม่
  • ระยะสั้นราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งจากความไม่แน่นอน แต่ในระยะกลาง-ยาว อุปทานที่เพิ่มขึ้นจาก UAE อาจกดดันราคา และเร่งให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่การแข่งขันเสรีมากขึ้น

การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือ OPEC และ OPEC+ โดยมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์พลังงานโลกหลังจากร่วมทางกันมาเกือบ 60 ปี  การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเดินหมากทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึงรอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งและการปรับยุทธศาสตร์ชาติขนานใหญ่เพื่อรับมือกับอนาคต 

UAE เป็นผู้ผลิตน้ำมัรรายใหญ่อันดับ 3 และเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Spare Capacity) สูงเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม จะทำให้ OPEC อ่อนแอลงอย่างมากในเชิงโครงสร้าง อำนาจในการ “บงการราคา” ของกลุ่มจะลดลง และภาระในการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อประคองราคาจะตกไปอยู่ที่ซาอุดีอาระเบียเพียงผู้เดียวมากขึ้น 

นักวิเคราะห์กังวลว่า นี่อาจเป็น “ปรากฏการณ์โดมิโน” หากประเทศสมาชิกอื่นที่มีความขัดแย้งเรื่องโควตา เช่น อิรัก หรือ คูเวต เริ่มมองเห็นโอกาสจากการเดินตามรอย UAE ก็อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบกลุ่มการผูกขาดในที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้แองโกลาก็ได้ถอนตัวจากกลุ่มไปแล้วในปี 2567
 

โควต้า OPEC คือข้อจำกัด  

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของ OPEC ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ ระบบโควต้าการผลิต ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมอุปทานและพยุงราคาในตลาดโลก โดยสมาชิกต้องลดหรือเพิ่มการผลิตตามข้อตกลงร่วม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา 

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)

ในทางปฏิบัติ ระบบดังกล่าวกลับกลายเป็น “ข้อจำกัด” สำหรับประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่าง UAE แม้จะสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดให้ผลิตได้เพียงราว 2.3-2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่ และสูญเสียโอกาสทางรายได้ 

“สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กลไกควบคุมของ OPEC เริ่มไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น และประเทศผู้ผลิตต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้โควต้าซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจ กลับกลายเป็นแรงผลักให้สมาชิกบางประเทศเลือกถอนตัว”ศ.ดร.พรายพลกล่าว

โลกพลังงานเปลี่ยน OPEC คุมเกมยาก

ศ.ดร.พรายพลมองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค Peak Oil หรือช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันจะถึงจุดสูงสุดก่อนจะค่อย ๆ ลดลงในระยะยาว จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และพลังงานทางเลือกอื่น เมื่อความต้องการใช้น้ำมันในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ความสามารถในการควบคุมราคา โดยใช้การจำกัดอุปทานของ OPEC จึงลดลงตามไปด้วย 

ดังนั้น ประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำอย่าง UAE จึงเลือกกลยุทธ์ใหม่ คือ “เร่งขาย” เพื่อเพิ่มรายได้ในระยะสั้น ก่อนที่ความต้องการจะลดลงในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับแนวคิดดั้งเดิมของ OPEC ที่เน้นการจำกัดการผลิตเพื่อรักษาราคา 

ความแตกแยกภายใน บั่นทอน OPEC 

นอกจากนั้น ความตึงเครียดทางการเมืองภายในกลุ่มยังเป็นอีกแรงกดดันสำคัญ จากความสัมพันธ์ระหว่าง UAE ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน มีความไม่ลงรอยกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงนโยบายพลังงานและจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อมีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบทบาทของแต่ละประเทศในสงครามและการสนับสนุนฝ่ายต่างๆ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกย่ำแย่ลง ส่งผลให้การประสานนโยบายร่วมภายใน OPEC ทำได้ยากขึ้น 

การถอนตัวของ UAE ส่งผลโดยตรงต่อสัดส่วนการผลิตของ OPEC ในตลาดโลก ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่องจากอดีตที่เคยครองส่วนแบ่งถึง 60-80% เหลือเพียงราวครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน และมีแนวโน้มลดลงอีกในอนาคต ขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่ม รวมถึงประเทศที่อาจถอนตัวในอนาคต เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทำให้ตลาดเข้าสู่สภาวะ “กระจายตัว” มากขึ้น 

จังหวะเก็งกำไรหุ้นพลังงาน 

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินการผลิตน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)ปัจจุบันอยู่ในช่วง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 10% อุปทานจากกลุ่ม OPEC+ (อันดับ 3 ของกลุ่ม OPEC+) และช่วงที่ผ่านมา UAE ได้ลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันมากขึ้น แต่การอยู่ภายใต้กลุ่ม OPEC+ การผลิตน้ำมันมากขึ้นออกสู่ตลาดอาจมีความยุ่งยาก

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)  

ดังนั้น จึงเชื่อว่า UAE เล็งเห็นถึงโอกาสที่ขายน้ำมัน (เพิ่มปริมาณขาย) ออกสู่ตลาดมากขึ้น มีรายงานว่า ต้นทุนการผลิตน้ำมันของ UAE อยู่ที่เพียง 10-15 ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรล และจังหวะนี้ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ขายของมากขึ้นในราคาที่สูง 

ทั้งนี้ หากประเมินกันในระยะกลางแล้วราคาน้ำมันมีโอกาสจะค่อยๆลดลงอย่างน้อยก็อุปทานจาก UAE จะเร่งขึ้นผสานกับหากฮอร์มุซคลี่คลาย ก็จะมีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะทยอยลดลง  

ด้านบริษัทหลักทรัพย์(บล.)บัวหลวงระบุว่า การออกจากกลุ่ม OPEC และ OPEC+ ของ UAE สร้างความไม่แน่นอนต่อโครงสร้างการควบคุมอุปทานน้ำมันโลกในระยะสั้น และเพิ่มความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและปรับขึ้นจาก sentiment ตลาดโดยมองเป็นจังหวะเปิดโอกาสในการเก็งกำไรในหุ้นพลังงาน เช่น PTTEP, PTT, BANPU และกลุ่มโรงกลั่น 

ในเชิงโครงสร้าง UAE เป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 7 ของโลกและอันดับ 3 ใน OPEC มีกำลังผลิต 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน การออกจากกลุ่มทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้โควตาการผลิต และสามารถกำหนดระดับการผลิตเอง โดยมีแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 5.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570 

ดังนั้น ภาพระยะสั้น จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งจากความไม่แน่นอน “uncertainty-driven” แต่ในระยะกลาง–ยาว การเพิ่มกำลังผลิตของ UAE รวมถึงแรงจูงใจให้ประเทศอื่นเพิ่ม ผลผลิตออกมาด้วย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด อาจกดดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวลงได้ 

จากปัจจัยดังกล่าว ฝ่ายวิจัยมองว่า ในช่วงระยะสั้นจะเป็นบวกต่อ sentiment หุ้นพลังงาน (โดยเฉพาะต้นน้ำ อย่างน้ำมัน PTTEP และถ่านหิน BANPU) จากราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้น แต่ต้องระวังแรงกดดันในระยะถัดไปหาก supply เพิ่มเร็วกว่าคาด 

เกมนํ้ามันโลกเปลี่ยน จ่อเข้ายุค‘ไร้ผูกขาด’  UAE ถอนตัว OPEC/ OPEC+ หุ้นพลังงานตีปีก

ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลดลง 

บล.กรุงศรีเผยว่า UAE เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของ OPEC+ ผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยใน ปี 68 ราว 3.3 mbd คิดเป็นราว 15%/ 9%/ 4% ของ supply OPEC/ OPEC+/ โลก ตามลําดับ  โดยปี 2568 คือปีที่ UAE ผลิตน้ำมันดิบมากสุดแล้วนับแต่ปี 1962 (พ.ศ.2505) (ปี 65 - 68 ผลิต 3.2-3.3 mbd) โดย ณ มี.ค. 69 การผลิตลดมาที่ราว 2.3 mbd จากผลกระทบปิดฮอร์มุซ  

ประเมินการออกจากสมาชิกของ UAE จะทําให้ supply น้ำมันดิบมีแนวโน้มทยอยออกมาเพิ่มในระยะยาว (ยังไม่มีรายละเอียดแผนของ UAE) ทําให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับลด (normalized) ในทิศทางเดียวกับที่คาด (คาดน้ำมันดิบดูไบ 2569-2571 ราว 79/ 70/ 70 บาร์เรลต่อวัน) โดยทิศทางดังกล่าวเป็นบวกกับกลุ่มปิโตรเคมี (SCC/ IRPC/ IVL/ PTTGC) และ สถานีบริการฯ (OR/ PTG) แต่เป็นลบต่อ PTTEP 

บล.ดาโอระบุว่า ในระยะสั้นคาดว่า การถอนตัวของ UAE ซึ่งมีกําลังการผลิตน้ำมันปัจจุบันประมาณ 4.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) (หรือคิดเป็นประมาณ 14% ของกําลังการผลิตน้ำมัน จอง OPEC) และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 5.00 mbd ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นถึง อำนาจต่อรองที่ลดลงของ OPEC/OPEC+ ในระยะยาว อีกทั้ง ทางฝ่ายเห็นความเสี่ยงขาลง (downside risk) จากอุปทานที่อาจสูงขึ้นจาก UAE ในอนาคตได้ 

ขณะที่บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า ปัจจุบัน UAE ผลิตน้ำมันที่ 3.2-3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (จากกําลังผลิตที่มีราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน) คิดเป็น 10-12% ของกลุ่ม OPEC ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก (อันดับ 1 คือ ซาอุฯ อันดับ 2-3 เป็น อิรัก และอิหร่าน) ซึ่งหาก UAE ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังออกจากกลุ่ม OPEC อุปทานที่สูงขึ้นก็จะทําให้ราคาน้ำมันมีโอกาสลดลง ขณะที่กลุ่ม OPEC ก็จะมีอิทธิพลต่อตลาดน้ำมันน้อยลง 

3 ปัจจัยหลักเหตุ UAE ถอนตัว 

สำหรับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของ UAE สามารถแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก

เรื่องแรกคือ ความขัดแย้งด้านโควตาการผลิตและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ UAE รู้สึกอึดอัดกับระบบโควตาของ OPEC ที่จำกัดเพดานการผลิตไว้เพียงประมาณ 3-3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC)ได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสูงสุดที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570 

นอกจากนี้ UAE มีต้นทุนการผลิต (Break-even price) ที่ต่ำกว่าซาอุดีอาระเบียมาก ทำให้ UAE ต้องการเน้นการขายใน “ปริมาณ” ที่มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้สูงสุดแม้ราคาจะลดลง ซึ่งสวนทางกับซาอุดีอาระเบียที่ต้องการคุมปริมาณผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้สูงสำหรับรองรับงบประมาณแผ่นดิน  

ประเด็นถัดมาคือ รอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์กับซาอุดีอาระเบียและเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE เริ่มตึงเครียดขึ้นจากความเห็นต่างในสงครามเยเมน และการที่ซาอุฯ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับปากีสถาน ซึ่ง UAE มองว่าเป็น “ผลประโยชน์ที่ขัดกัน” 

ขณะเดียวกัน UAE ยังแสดงความผิดหวังต่อกลุ่มประเทศอ่าว (GCC) และ OPEC ที่มีท่าทีอ่อนแอในการปกป้อง UAE จากการโจมตีโดยตรงจากอิหร่านในช่วงสงคราม โดย UAE มองว่าความสามัคคีทางการเมืองนั้นล้มเหลว จึงเลือกที่จะทิ้งความสามัคคีทางเศรษฐกิจและหันไปพึ่งพาตนเองและพันธมิตรใหม่อย่างอิสราเอลและสหรัฐฯ แทน 

ประเด็นสุดท้าย ยุทธศาสตร์การเตรียมตัวสู่ยุคหลังน้ำมันUAE ตระหนักว่า “ยุคหินไม่ได้สิ้นสุดเพราะหินหมดฉันใด ยุคน้ำมันก็จะไม่สิ้นสุดเพราะน้ำมันหมดฉันนั้น” ด้วยแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าทั่วโลก โดยเฉพาะในจีน UAE จึงต้องการเร่งขุดน้ำมันขึ้นมาแปลงเป็นเงินทุนเพื่อนำไปพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายและการลงทุนในพลังงานสะอาด ก่อนที่ความต้องการน้ำมันโลกจะถึงจุดสูงสุดและเสื่อมถอยลง

 

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569