
ทิสโก้เตือน 'สงคราม-เงินเฟ้อ' กัดกินแผนเงินออม แนะเช็ก 4 จุดเสี่ยงก่อนพอร์ตพัง
ธนาคารทิสโก้ชี้ ภาวะสงคราม-ของแพง สั่นคลอนเสถียรภาพการเงินครัวเรือนไทย เตือน 'เงินสำรอง-แผนเกษียณ'เดิมอาจไม่พอรับมือ แนะปรับกลยุทธ์ 'ลดรายจ่าย Want-คงรายจ่าย Need' กาง 4 เช็กลิสต์สำคัญ
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญ "ความตึงตัวทางการเงิน" จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน แม้รายได้จะคงที่ แต่กำลังซื้อที่ลดลงทำให้แผนการเงินเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการแยกแยะ ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Need) เช่น อาหาร-ที่พัก ออกจาก ค่าใช้จ่ายตามความต้องการ (Want) เช่น แฟชั่น-ท่องเที่ยว เพื่อรักษาสภาพคล่องไว้รับมือความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ยังมี 4 เรื่องสำคัญด้านการเงินที่ควรเช็กและปรับทันทีในช่วงสงครามปะทุและเงินเฟ้อสูง ได้แก่
1. เงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่
ในช่วงเศรษฐกิจขาลงและเงินเฟ้อสูง เงินสำรองที่เหมาะสมควรเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 6–12 เดือน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากของแพงขึ้น รายได้สะดุด ถูกให้ออกจากงานหรือเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ทั้งนี้ การมีเงินสำรองเพียงพอไม่ใช่เพียงช่วยให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต แต่ยังช่วยให้ไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์หรือนำเงินลงทุนระยะยาวออกมาใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม
2.เป้าหมายทางการเงินระยะยาวต้องปรับเปลี่ยนหรือไม่
โดยเฉพาะเงินเกษียณควรถูกนำกลับมาประเมินใหม่ เนื่องจากเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนชีวิตในอนาคตสูงขึ้น หากยังใช้สมมติฐานเดิม อาจทำให้เงินออมไม่เพียงพอเมื่อถึงวัยเกษียณ
3.ความคุ้มครองด้านประกัน
เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เหตุไม่คาดฝัน เช่น ค่ารักษาพยาบาลหรือการสูญเสียรายได้ กลายเป็นปัจจัยที่กระทบแผนการเงินทั้งระบบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเสาหลักของบ้าน มีภาระครอบครัว มีหนี้ ยิ่งควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่า ความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ และยังตอบโจทย์ความเสี่ยงในชีวิตปัจจุบันได้จริงเพียงใด
4.พอร์ตการลงทุนยังสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่รับได้หรือไม่
ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง การกระจายความเสี่ยงและการรักษาสภาพคล่องถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรมุ่งหวังผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาดด้วย
สินทรัพย์ที่ Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้มองว่าสามารถช่วยฝ่าความไม่แน่นอนในช่วงนี้ได้ เช่น หุ้นกลุ่มที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวน (Resilience Play) อย่าง หุ้นกลุ่ม Healthcare , Utilities หรือ กลุ่มที่ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งโลก (Geopolitical Play) ได้แก่ พลังงาน, ทองคำ
ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง - สูงและต้องการความยืดหยุ่น การลงทุนในกองทุนผสม ที่มีกลยุทธ์การปรับสัดส่วนแบบยืดหยุ่น (Dynamic Asset Allocation) ก็อาจจะตอบโจทย์ในการสร้างผลตอบแทนที่ดีและมีความสามารถในการจำกัด downside ได้
การวางแผนที่ดีจึงไม่ใช่แค่การหาผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการจัดพอร์ตให้ยืดหยุ่นและอยู่รอดได้ในหลายสถานการณ์







