thansettakij
thansettakij
IMF เตือนสงครามตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกไหลสู่ฉากเลวร้าย เสี่ยงถดถอย

IMF เตือนสงครามตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกไหลสู่ฉากเลวร้าย เสี่ยงถดถอย

15 เม.ย. 69 | 01:05 น.
อัปเดตล่าสุด :15 เม.ย. 69 | 01:15 น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 ครั้งใหญ่ หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดันราคาพลังงานพุ่ง กดดันเงินเฟ้อ พร้อมเตือนสถานการณ์กำลังเลื่อนไหลเข้าสู่ฉากเลวร้ายเร็วกว่าคาด

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ภายใต้ชื่อ "Global Economy in the Shadow of War" ณ กรุงวอชิงตัน ในห้วงการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง 0.2% มาอยู่ที่ 3.1% สำหรับปี 2569 พร้อมยืนยันว่าแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นตัวแปรหลักที่พลิกทิศทางเศรษฐกิจโลก หลังจากที่ปีก่อนหน้าสามารถรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนในตลาดโลกมาได้อย่างทรหด

สงครามพลิกสมการเศรษฐกิจโลก

IMF ระบุในรายงานว่า หากไม่มีสงครามตะวันออกกลางเกิดขึ้น ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะถูก ปรับขึ้น ไม่ใช่ลง โดยจะยืนที่ 3.4% ต่อเนื่องจากปี 2568 ได้แรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมทั้งอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลงจากที่เคยคาดไว้

แต่การปะทุของสงครามในตะวันออกกลางปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้พลิกสมการทั้งหมด ผ่านกลไกหลักสามด้าน ได้แก่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น การปรับตัวสูงขึ้นของการคาดการณ์เงินเฟ้อ และภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้กำลังกัดกร่อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่สะสมมาในช่วงก่อนหน้า

IMF ประเมิน 3 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจโลก

เนื่องจากความไม่แน่นอนสูงในการกำหนดสมมติฐาน IMF จึงนำเสนอ "การคาดการณ์อ้างอิง" (Reference Forecast) แทนเส้นฐานปกติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์

ฉากทัศน์แรกหรือ "สถานการณ์อ้างอิง" ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งสิ้นสุดเร็ว ผลกระทบเลือนหายภายในกลางปี 2569 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ที่ 4.4%

ฉากทัศน์ที่สอง หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ "สถานการณ์น่าวิตก" โดยราคาน้ำมันจะพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดการเติบโตทั่วโลกลงเหลือเพียง 2.5% ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสู่ 5.4%

ฉากเลวร้ายที่สุดคือ "สถานการณ์รุนแรง" ซึ่งจะเกิดขึ้นหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในพื้นที่ขัดแย้งได้รับความเสียหายหนัก ราคาน้ำมันจะพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ในปี 2569 และ 125 ดอลลาร์ในปี 2570 กดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 2.0% ขณะที่เงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่ง IMF เตือนว่าระดับนี้ "ใกล้เคียงกับภาวะถดถอยระดับโลก" โดยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ครั้งล่าสุดคือวิกฤตการเงินโลกปี 2552 และการแพร่ระบาดโควิด-19

ห่วงสถานการณ์เคลื่อนเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีหลังเผยแพร่รายงาน โดยส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่ารายงานฉบับนี้อาจ "ล้าสมัยไปแล้ว" เนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซยังดำเนินต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF

"ผมจะบอกว่าขณะนี้เราอยู่ระหว่างกลางระหว่างสถานการณ์อ้างอิงกับสถานการณ์น่าวิตก และทุกวันที่มีการหยุดชะงักด้านพลังงานเพิ่มขึ้น เราก็ยิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ฉากเลวร้ายมากขึ้น" กูรินชาส์กล่าว

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบรนท์ในวันที่รายงานเผยแพร่ยืนอยู่ที่ราว 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานในฉากอ้างอิงที่ 82 ดอลลาร์อยู่แล้ว ในขณะที่ IMF เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมว่าน้ำมันจะอยู่ที่ราว 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569

เศรษฐกิจประเทศหลัก: ผลกระทบแตกต่างกัน

ในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยคาดว่าจะเติบโต 2.3% ในปี 2569 ลดลงเพียง 0.1% เนื่องจากแรงหนุนจากมาตรการลดภาษีเงินได้ การลดดอกเบี้ย และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ช่วยพยุงไว้ได้บางส่วน ขณะที่ ยูโรโซน เผชิญแรงกดดันหนักกว่า โดยคาดการณ์ถูกปรับลด 0.2% เหลือ 1.1% เพราะต้องแบกรับราคาพลังงานสูงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่ก่อนแล้ว

จีน คาดว่าจะเติบโต 4.4% ในปี 2569 ลดลง 0.1% จากเดือนมกราคม แม้จะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและอัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง แต่ยังต้องเผชิญแรงต้านจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา กำลังแรงงานที่หดตัว และผลิตภาพที่เติบโตช้าลง ส่วน ญี่ปุ่น ทรงตัวที่ 0.7% ซึ่งถือว่าอ่อนแอ

อินเดีย ถือเป็นจุดสว่างเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการปรับคาดการณ์ขึ้น 0.1% สู่ 6.5% ทั้งในปี 2569 และ 2570 หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ และมีโมเมนตัมจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงปลายปีก่อนหน้า ขณะที่ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ถูกปรับลดคาดการณ์ 0.3% เหลือ 3.9%

ตะวันออกกลางและเอเชียกลางถูกซัดหนักสุด

ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง จะเห็น GDP รวมหดตัวลง 2% เหลือเพียง 1.9% ในปี 2569 จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและการส่งออกพลังงานที่หยุดชะงัก โดย กาตาร์ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดด้วย GDP ที่คาดว่าจะหดตัวถึง 8.6% ตามมาด้วย อิรัก 6.8% และ อิหร่าน 6.1% ส่วน คูเวต และ บาห์เรน หดตัว 0.6% และ 0.5% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากอ้างอิงที่ความขัดแย้งสิ้นสุดเร็ว ภูมิภาคนี้คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยการเติบโตจะพุ่งขึ้นสู่ 4.6% ในปี 2570

ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: ไม่ใช่แค่สงคราม

IMF ย้ำว่าความเสี่ยงขาลงไม่ได้มีเพียงสงครามเท่านั้น การแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลึกขึ้นอาจรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ขณะที่ความผิดหวังจาก AI หากผลตอบแทนจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ก็อาจนำไปสู่การปรับฐานในตลาดการเงินอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ ซึ่งกันชนทางการคลังถูกกัดกร่อนไปมากแล้ว ยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงความขัดแย้งทางการค้า โดยเฉพาะการแย่งชิงแร่หายากที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลก ก็ยังคงเป็นจุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

ค่าใช้จ่ายทางทหาร ยาพิษระยะยาว

รายงาน WEO บทที่ 2 ชี้ให้เห็นถึงคลื่นการเพิ่มงบประมาณกลาโหมทั่วโลก โดยพบว่าในการเพิ่มงบกลาโหมครั้งใหญ่แต่ละครั้ง รัฐบาลมักเพิ่มรายจ่ายด้านนี้ขึ้นราว 2.7% ของ GDP ในช่วงเวลาสองปีครึ่ง โดยประมาณสองในสามมาจากการขาดดุลงบประมาณ ผลลัพธ์คือการขาดดุลการคลังเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.6% ของ GDP และหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นกว่า 7% ของ GDP ภายในสามปี

ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีที่เกิดสงครามจริง หนี้สาธารณะอาจกระโดดขึ้นถึง 14% ของ GDP พร้อมกับการตัดลดงบประมาณด้านสังคมลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจุดชนวนความไม่พอใจและความไม่สงบทางสังคมในที่สุด

IMF แนะช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย คงมีวินัยการคลัง

ในด้านนโยบาย IMF แนะให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงความตื่นตัวและพร้อมปรับท่าทีโดยไม่ตัดทางเลือกใด โดยอาจ "มองข้าม" แรงกดดันเงินเฟ้อระยะสั้นจากอุปทานพลังงานได้ หากการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวยังยึดโยงอยู่กับเป้าหมาย แต่ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางให้เข้มแข็ง

สำหรับภาครัฐบาล IMF เตือนไม่ให้ทุ่มงบประมาณไปกับการอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหวี่ยงแห โดยกูรินชาส์ระบุว่าการช่วยเหลือใดๆ ต้องเป็นไปอย่าง "ตรงกลุ่มเป้าหมาย ชั่วคราว และไม่กระทบกรอบวินัยการคลัง" มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในประเทศที่มีกำลังทางการคลังน้อยกว่า.