thansettakij
thansettakij
โรงกลั่นไทยเสี่ยง 2 เด้ง ภาษีลาภลอย-น้ำมันขาด CGSI แนะ Neutral

โรงกลั่นไทยเสี่ยง 2 เด้ง ภาษีลาภลอย-น้ำมันขาด CGSI แนะ Neutral

01 เม.ย. 69 | 07:22 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 07:23 น.

CGSI ชี้รัฐศึกษาเก็บภาษีลาภลอยจาก GRM เพิ่มความเสี่ยงกำกับดูแล ขณะอุปทานน้ำมันตึงตัว เสี่ยงขาดแคลน แนะคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงานไทย (Neutral)

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ประเมินกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการกำกับดูแล หลังรัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาการจัดเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) จากค่าการกลั่นตลาด (GRM) ควบคู่กับภาวะอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

รายงานข่าวระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลรักษาการได้ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีลาภลอยจาก GRM ของโรงกลั่นไทย

โดยข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า GRM ของโรงกลั่นไทยอยู่ในระดับสูงถึง 7.4 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 2569

ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับ 18 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ฐานะกองทุนติดลบประมาณ 44,000 ล้านบาท หากไม่มีการขยายเพดานเงินกู้เพิ่มเติม รัฐบาลอาจต้องพิจารณามาตรการอื่น เช่น การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การกำหนดเพดานค่าการตลาดหรือค่าการกลั่น หรือการปล่อยลอยตัวราคาขายปลีกให้เคลื่อนไหวตามราคาอ้างอิงสิงคโปร์

CGSI ระบุว่า เริ่มเห็นความเป็นไปได้ที่รัฐอาจเข้ามาแทรกแซง GRM ของโรงกลั่นอีกครั้ง หรือขอการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงในปี 2569 คล้ายช่วงปี 2565 ที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง แม้ขณะนั้นมาตรการยังไม่ถูกนำมาใช้จริง เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ตาม ภาวะตลาดในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต โดยมีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานขึ้น จากการหยุดเดินเครื่องของโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา อีกทั้งการหยุดผลิตน้ำมันของประเทศในอ่าวอาหรับรวม 9-10 ล้านบาร์เรล ยิ่งเพิ่มความตึงตัวของอุปทาน

นอกจากนี้ GRM ที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม อาจดึงความสนใจจากสาธารณชนมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการกำหนดเพดาน GRM หรือขอให้โรงกลั่นร่วมสนับสนุนทางการเงิน

ในเชิงโครงสร้าง CGSI ประเมินว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากมี GRM สูงกว่า TOP, SPRC และ IRPC อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การกำหนดเพดาน GRM ในอัตราเดียวกันทั้งอุตสาหกรรมมีความซับซ้อน

ขณะเดียวกัน ยังไม่มีกฎหมายรองรับให้รัฐสามารถแทรกแซง GRM โดยตรง หรือบังคับให้โรงกลั่นสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายต่อผู้ประกอบการ

ด้านอุปทานน้ำมัน CGSI ระบุว่า ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันดิบในระยะสั้น โดยข้อมูล สนพ. ระบุว่าน้ำมันดิบที่จะนำเข้าในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ราว 24 ล้านบาร์เรล เทียบกับความต้องการประมาณ 36 ล้านบาร์เรล ภายใต้สมมติฐานที่โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง แม้จะสามารถใช้สต็อกชดเชยได้ในระยะสั้น แต่การรักษาระดับการผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคมอาจเป็นเรื่องท้าทาย

ทั้งนี้ CGSI แนะนำให้นักลงทุน “คงน้ำหนักการลงทุน” (Neutral) ในกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย โดยมองว่า upside จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจถูกหักล้างด้วยความต้องการใช้น้ำมันที่อ่อนตัว ขณะที่ downside risk ยังอยู่ที่อุปสงค์ต่ำกว่าคาด และความไม่แน่นอนจากนโยบายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น