thansettakij
thansettakij
‘เอกนัฎ’ เล็งตั้งคลังน้ำมันสำรองชาติ-ทบทวนกำไรโรงกลั่น

‘เอกนัฎ’ เล็งตั้งคลังน้ำมันสำรองชาติ-ทบทวนกำไรโรงกลั่น

01 เม.ย. 69 | 05:18 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 05:18 น.

‘เอกนัฎ’ เล็งตั้งคลังน้ำมันสำรองชาติ-ทบทวนกำไรโรงกลั่น ชี้จุดบอดอยู่ที่ระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียด

KEY

POINTS

  • เสนอให้ทบทวนและกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติ เพื่อควบคุมกำไรของโรงกลั่นและนำส่วนต่างมาลดราคาน้ำมันให้ประชาชน
  • มีแนวคิดจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร
  • ชี้ปัญหาน้ำมันแพงและขาดแคลนอาจเกิดจากระบบข้อมูลและการกระจายที่ไม่โปร่งใส จึงต้องการเปิดเผยข้อมูลการไหลของน้ำมันแบบเรียลไทม์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เปิดเผยว่า ได้เริ่มหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาพลังงานแล้ว ซึ่งยืนยันชัดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ

สำหรับปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก ได้แก่ น้ำมันและค่าไฟแพง โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น 

แต่ยังมีประเด็นน้ำมันขาดแคลน ทำไมน้ำมันไม่มีเติมในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า

ทั้งนี้ จุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ โดยมีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูลการไหลของน้ำมัน (flow) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล

‘เอกนัฎ’ เล็งตั้งคลังน้ำมันสำรองชาติ-ทบทวนกำไรโรงกลั่น

 

“ทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานที่ก่อตั้งมานาน มีข้อมูลน้อยมาก ควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด  มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิต จะไปอยู่ตรงไหน”

ส่วนประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชนนั้น มองว่าการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัยความโปร่งใสเป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมองว่าดึกไป ยังไม่ต้องรอสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ราคาของไทยห่างจากสิงคโปร์เยอะมาก มองว่ากลไกไทยที่ดูจากราคาทุกส่วน ราคาน้ำมันดิบยังวิ่งไล่ตามราคาสำเร็จรูปที่ขึ้นสูงกว่า ฉะนั้น ราคาที่จึงสูงมากผิดปกติ วันนี้ราคาสูงเฉลี่ย 13 บาท เป็นไปได้อย่างไร”

นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบค่าการกลั่น ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร โดยหากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนเป็นลำดับแรก

“เคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท ซึ่งเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป ยังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ”

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองของชาติ แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต รวมถึงส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต