
‘อรรถพล’ เคลียร์ปมราคาน้ำมัน รัฐอิงตลาดโลกไม่ใช่ต้นทุนสต๊อก จ่อเช็กกำไรโรงกลั่น
‘อรรถพล’ เคลียร์ปมราคาน้ำมัน รัฐชี้ต้องอิงตลาดโลกไม่ใช่ต้นทุนสต๊อก เดินหน้าตั้งคณะทำงานเช็กกำไรโรงกลั่นภาษีลาภลอย
KEY
POINTS
- การปรับราคาน้ำมันในประเทศอ้างอิงตามราคาตลาดโลก ไม่ได้คำนวณจากต้นทุนน้ำมันในสต็อก ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้
- กระทรวงพลังงานเตรียมตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องกำไรและค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน หลังมีข้อสงสัยเรื่องส่วนต่างราคา
- มีการตั้งคณะทำงานร่วม 3 กระทรวงเพื่อตรวจสอบและพิจารณาการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่น
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงข้อสงสัยเหตุผลในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศตามราคาตลาดโลก ทั้งที่เป็นสต๊อกน้ำมันเดิมว่า เป็นการดำเนิการตามหลักทั่วไปที่จะมีการปรับราคาขึ้น ลงตามตลาด ซึ่งเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่ได้นำสต็อกน้ำมันเก่ามาคำนวณราคา
อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ราคาน้ำมันเป็นระบบที่ขึ้น ลงตามตลาดเหมือนกับราคาทองคำ ที่อ้างอิงราคาตามตลาดโลกเป็นรายวัน โดยไม่ได้สนใจว่าห้างทองแต่ละแห่งมีสต็อกเก่าเท่าใด แต่ต้องขายตามราคาตลาด
เช่นเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศที่ต้องขายตามราคาขึ้น ลงตามราคาตลาดน้ำมันสำเร็จรูป
“ราคาน้ำมันดิบหากมองว่าเป็นสต็อกเดิม เมื่อสงครามสงบลง น้ำมันดิบที่ซื้อที่ซื้อมาวันนี้ แต่นำมาใช้ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าก็คือการซื้อมาในราคาสูง แต่หากวันนั้นราคานร้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกลดราคาก็ต้องขายตามราคาที่ลดลลง”
นอกจากนี้ เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นสากลแบบที่หลายประเทศดำเนินการ ก็จะเห็นได้จากหลายประเทศในภูมิภาค ที่ราคาปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก
ส่วนประเด็นเรื่องค่าการกลั่นที่ระดับ 2-6 บาทนั้น เกิดจากการคำนวณแบบคร่าวๆ โดยการนำผลต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูปลบด้วยราคาน้ำมันดิบ กระทรวงพลังงานจึงให้โรงกลั่นอธิบายข้อเท็จจริง ซึ่งตามความว่าโรงกลั่ซื้อน้ำมันในราคาพรีเมี่ยมช่วงสงคราม (War Premium) ปัจจุบันจึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาภาษีลาภลอย (Windfall Tax)
สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบประมาณ 38,000 ล้านบาท โดยยังคงอุดหนุนราคาดีเซลอยู่ที่ 6 บาทต่อลิตร ทำให้มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1,300 ล้านบาท






