thansettakij
thansettakij
KTX ชี้เงินทุนไหลเข้าไทย ดัน SET แตะ 1,566 จุด รับดอลลาร์อ่อนค่า

KTX ชี้เงินทุนไหลเข้าไทย ดัน SET แตะ 1,566 จุด รับดอลลาร์อ่อนค่า

27 มี.ค. 69 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 06:31 น.

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ประเมินเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หลังดอลลาร์อ่อนค่าจากต้นทุนการเงินพุ่ง ดัน SET แตะ 1,566 จุด หนุนไทยขึ้นแท่น Safe Haven ของเอเชีย

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกภายใต้แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของนโยบายการเงินในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นระยะเวลานานกว่าที่ตลาดคาดการณ์

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระบบการเงินโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านตลาดหุ้นกู้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Credit Spread) ขยายตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มสินเชื่อเอกชน (Private Credit) ซึ่งอาจลุกลามเป็นปัญหาเชิงระบบในระยะยาว

ภายใต้บริบทนี้ KTX มองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “Global Deleveraging” หรือการเร่งลดภาระหนี้ในวงกว้าง อันเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การปรับทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่น (Unwind Yen) เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้า และท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (Hawkish Fed) ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัดระบุว่า ภาวะดังกล่าวกำลังกดดันให้รัฐบาลสหรัฐต้องบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐมีสัดส่วนการกู้ยืมระยะสั้นในรูปแบบ T-Bills สูงถึงประมาณ 25% ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะ Refinancing Shock หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

ในระยะถัดไป หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย สหรัฐมีแนวโน้มจะปรับยุทธศาสตร์การบริหารหนี้ โดยใช้ทั้งเครื่องมือทางภาษี เช่น Bracket Creep และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินผ่านการแต่งตั้งผู้นำธนาคารกลางคนใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการจ้างงาน

กระบวนการดังกล่าวจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะติดลบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดภาระหนี้ในเชิงมูลค่าที่แท้จริงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ (GDP) อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงสำคัญคือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะกลางถึงยาว

KTX มองว่าแนวโน้มการอ่อนค่าของดอลลาร์จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก โดยอาจนำไปสู่การลดบทบาทของระบบ Petrodollar และเปิดโอกาสให้สกุลเงินทางเลือก เช่น เงินหยวนที่มีทองคำหนุนหลัง (Gold-backed Yuan) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดพลังงานโลก

ในขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้สถานการณ์สงครามจะคลี่คลาย โดย KTX ประเมินว่าอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับ 5,771 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากแรงหนุนของสภาพคล่องและความไม่แน่นอนของระบบการเงินโลก

เมื่อเงินดอลลาร์เข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า จะทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐ (US Outflow) และมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็น “Safe Haven” ของภูมิภาค

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของไทย ได้แก่ ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในเกณฑ์สูง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่ง และมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดการเงินโลก

นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งด้านพลังงาน ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับแนวโน้มการแข็งค่าของเงินเยนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จากการถอนนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของธนาคารกลางญี่ปุ่น

สถานการณ์ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับช่วงหลังข้อตกลง Plaza Accord ที่ส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นเร่งขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค มีศักยภาพในการรองรับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างต่อเนื่อง

การไหลเข้าของเงินทุนทั้งในรูปแบบเงินทุนระยะสั้น (Hot Money) และเงินทุนระยะยาว (Smart Money) จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทั้งค่าเงินบาทและตลาดทุน โดยคาดว่าค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นสู่ระดับประมาณ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน Market Risk Premium มีแนวโน้มปรับลดลงสู่ระดับ 4.67% ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านมูลค่าหุ้นไทยที่เคยอยู่ในภาวะ “Valuation Trap” หรือมีราคาถูกแต่ขาดปัจจัยการเติบโต

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว KTX ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ที่ระดับ 1,566 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่าง GULF และ WHA กลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง BBL

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น CPALL ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อ หากกระแสเงินทุนและค่าเงินบาทแข็งค่าช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ