
เปิด 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจกิจไทยปี 69 นำมันพุ่ง เสี่ยง Stagflation กำลังซื้อพัง
ราคาดีเซลพุ่ง 6 บาท กระทบทั้งระบบ โบรก-นักเศรษฐศาสตร์เปิด 3 ฉากทัศน์ ตั้งแต่กระทบจำกัดถึงเศรษฐกิจทรุด เสี่ยง Stagflation เงินเฟ้อพุ่ง กำลังซื้อหด
สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลของไทยกำลังกลายเป็น “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” ต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ท่ามกลางความพยายามของภาครัฐในการตรึงราคาเพื่อชะลอผลกระทบต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อ
นายวทัญ จิตต์สมนึกผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เหตุผลหลักที่รัฐบาลเลือกควบคุมราคาน้ำมันดีเซล เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่ง โดยเฉพาะรถบรรทุก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าในประเทศ
หากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นตามต้นทุนจริง จะส่งผลให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และกลายเป็นแรงเร่งเงินเฟ้อในวงกว้าง
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสะท้อนความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง “ต้นทุนจริง” และ “ราคาหน้าปั๊ม” โดย ณวันที่ 25 มีนาคม ต้นทุนน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นอยู่ที่ 45.8 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาจำหน่ายอยู่ที่เพียง 32.94 บาทต่อลิตรซึ่งหมายความว่ารัฐกำลังใช้งบจากกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยสูงถึง 27 บาทต่อลิตร
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว หากไม่มีการอุดหนุน ราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับ 60 บาทต่อลิตร ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจทันที ทั้งในด้านราคาสินค้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน
แม้ในระยะสั้น เงินเฟ้อไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และราคาดีเซลเฉลี่ยในเดือนเดียวกันอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร แต่การปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 32.94 บาทต่อลิตรในปัจจุบันยังถือว่า “ไม่รุนแรง” มากนัก จึงยังไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญในทันที
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ “ราคาน้ำมันดิบโลก” ทั้ง WTI และ Brent หากยังทรงตัวในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นระยะเวลานาน จะยิ่งเพิ่มภาระการอุดหนุนของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ยสูงถึง 60-70 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นภาระงบประมาณราว 1.7-1.8 พันล้านบาทต่อวัน
สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การ “ลดระดับการอุดหนุน” ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาดีเซลทยอยปรับขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงนโยบายการเงิน โดยมีความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยนโยบายจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดของการผ่อนคลายเร็วกว่าที่คาด
ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันผ่าน 3 ฉากทัศน์หลักคือ
- ในกรณีดีที่สุด หากราคาน้ำมันผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับจำกัด โดย GDP จะลดลงเพียง 0.1-0.2% และดัชนีตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบไม่มาก
- ขณะที่กรณีฐาน หากราคาดีเซลเคลื่อนไหวในช่วง 40-50 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบต่อ GDP ในระดับ 0.3-0.4% และกดดันกำไรบริษัทจดทะเบียนรวมถึงดัชนีตลาดหุ้นในระดับปานกลาง
- ส่วนกรณีเลวร้าย หากราคาดีเซลทะลุ 50 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้ GDP หดตัวได้ถึง -0.5% พร้อมทั้งกดดันทั้งกำไรบริษัทและตลาดทุนในวงกว้าง
ขณะที่นายภราดรเตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้น แต่เป็น “โจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้าง” ที่กำลังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สาเหตุสำคัญมาจากภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐไม่สามารถใช้นโยบายอุดหนุนราคาต่อไปได้ ส่งผลให้ราคาพลังงานต้องสะท้อนต้นทุนจริงในทันที ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงกลางปี สะท้อนต้นทุนพลังงานที่กำลังเพิ่มขึ้นทั้งระบบ
ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทุก 1 บาท จะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.02% ซึ่งหมายความว่าการปรับขึ้นครั้งนี้มีศักยภาพในการกดเศรษฐกิจลงอย่างมีนัยสำคัญ
หากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านพลังงานยังคงยืดเยื้อในช่วง 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจอยู่ในระดับ 95–105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 1.9% และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะ “ของแพง แต่เศรษฐกิจฝืด”
แรงกระแทกดังกล่าวจะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และค้าปลีก-ค้าส่ง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ขณะที่บางธุรกิจ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล อาจได้รับผลกระทบจำกัดจากลักษณะอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นต่ำ
ส่วนนายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วว่า เป็นผลจากการแทรกแซงราคาพลังงานของภาครัฐที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในอดีต จนทำให้กลไกตลาดถูกบิดเบือน และเมื่อถึงจุดที่รัฐไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป
การปล่อยให้ราคาปรับขึ้นจึงเกิดขึ้นในลักษณะ “ก้าวกระโดด” สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในวงกว้าง
หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจแตะระดับ 3% จากระดับปัจจุบันที่อยู่ใกล้ศูนย์ซึ่งถือเป็นการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% แต่ก็สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ถูกจัดว่าเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ในทันที แต่ถือเป็นภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานเกินกว่า 3-4 เดือน ซึ่งในสถานการณ์เลวร้าย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 120 หรือแม้แต่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือการลดภาษีสรรพสามิตเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมัน ไม่ควรถูกนำมาใช้ในระดับที่มากเกินไป เนื่องจากจะทำให้กลไกตลาดเสียสมดุล และอาจกลายเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว”
ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันควรเป็นเพียง “เครื่องมือพยุงราคา” เพื่อให้ราคาพลังงานสามารถปรับตัว ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะขั้นบันได ไม่ใช่การกดราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเสี่ยงต่อการกลายเป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในอนาคต
แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือ การเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากการอุดหนุนราคาในภาพรวม ไปสู่การช่วยเหลือแบบ “ตรงจุด” โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง เช่น เกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือดังกล่าวควรมีเงื่อนไขกำกับอย่างชัดเจน โดยผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจะต้องไม่ปรับขึ้นค่าบริการหรือส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคปลายน้ำ เพื่อให้มาตรการมีประสิทธิภาพในการควบคุมค่าครองชีพ
นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการช่วยเหลือควรอยู่ในกรอบที่ “พอดี” คือ ไม่มากเกินไปและไม่ยาวนานเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและลดภาระทางการคลังในระยะยาว
ท้ายที่สุด นายนณริฏย้ำว่า ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถแบกรับภาระจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้ทั้งหมด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อร่วมกันปรับตัวและบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม






