thansettakij
thansettakij
เอกชนชี้ ‘บิ๊กเนม’ ครม.เศรษฐกิจใหม่ เจอโจทย์ยาก หวังเร่งคุมต้นทุน–แก้น้ำมันพุ่งไม่หยุด

เอกชนชี้ ‘บิ๊กเนม’ ครม.เศรษฐกิจใหม่ เจอโจทย์ยาก หวังเร่งคุมต้นทุน–แก้น้ำมันพุ่งไม่หยุด

โฉมหน้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” คลอดออกมาแล้ว ท่ามกลางความคาดหวังภาคเอกชนต่อ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ต้องพิสูจน์ฝีมือในเกมยาก

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อทีม ครม. เศรษฐกิจชุดใหม่ที่มีบุคคลที่มีประสบการณ์ แต่ย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งทำงานทันทีเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน
  • โจทย์ท้าทายสำคัญคือวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานและน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
  • เอกชนคาดหวังให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการควบคุมต้นทุน แก้ปัญหาราคาน้ำมัน และมีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็วและมีเอกภาพ

โฉมหน้า คณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” คลอดออกมาแล้ว ท่ามกลางความคาดหวังภาคเอกชนต่อ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ต้องพิสูจน์ฝีมือในเกมยาก ทั้งพลังงานแพง วัตถุดิบตึงตัว และเศรษฐกิจโลกผันผวน เสียงสะท้อนจาก 3 แกนนำภาคอุตสาหกรรม–การค้า ชี้ชัด “ความเชื่อมั่นมี แต่เวลารอไม่มี”

  • หวังมืออาชีพฟูลทีม ฝ่าวิกฤตต้นทุน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โฉมหน้า ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ยังคงมีจุดแข็งจากการใช้ทีมหลักเดิมที่มีประสบการณ์ต่อเนื่อง แม้จะมีการปรับเปลี่ยนบางตำแหน่งตามโควตาการเมือง แต่ภาพรวมยังถือว่าสามารถสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบายได้ในระดับหนึ่ง ท่ามกลางข้อจำกัดของการจัดตั้งรัฐบาลผสม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาโดยตลอด คือทีมเศรษฐกิจที่เป็น “มืออาชีพฟูลทีม” ซึ่งในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดจากการจัดสรรตำแหน่งตามพรรคการเมือง ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำงานจริงของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ที่ต้องเร่งพิสูจน์ผลงานและทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อพาประเทศฝ่าความท้าทายที่กำลังกดดันเศรษฐกิจ

“เอกชนต้องการทีมเศรษฐกิจที่ ‘ตรงปก’ และเป็นมืออาชีพเต็มทีม แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดของรัฐบาลผสม และสิ่งสำคัญคือทุกกระทรวงต้องเร่งทำงานทันที เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ของแพง และค่าครองชีพที่พุ่งสูง สะท้อนความคาดหวังที่ผูกโยงกับสถานการณ์เร่งด่วน”

เอกชนชี้ ‘บิ๊กเนม’ ครม.เศรษฐกิจใหม่ เจอโจทย์ยาก หวังเร่งคุมต้นทุน–แก้น้ำมันพุ่งไม่หยุด

นายเกรียงไกรย้ำว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีความหนักหน่วงมากกว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลชุดก่อนจะสามารถประคองเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยได้ แต่โจทย์ใหม่ที่เข้ามา ทั้งราคาพลังงานและต้นทุนสินค้า ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค ทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ต้อง “เร็วและแม่น” มากขึ้นกว่าที่เคย

  • ขอเอกภาพนโยบาย เร่งตัดสินใจทันเกมโลก

ขณะที่นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า รายชื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ปรากฏออกมาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะบุคคลที่มีประสบการณ์และมีผลงานเชิงประจักษ์ ซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องและเสถียรภาพในการดำเนินนโยบาย

จุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่โครงสร้างการเมืองที่มีพรรคหลักเพียง 2 พรรคคือพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีแนวโน้มคล่องตัวมากขึ้น ต่างจากอดีตที่ต้องบริหารสมดุลหลายพรรค ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญมีโอกาสเกิดเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกระทรวงหลักที่อยู่ในมือพรรคแกนนำ

“สิ่งที่เอกชนต้องการคือ เอกภาพและเสถียรภาพในการบริหาร เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็วทันสถานการณ์โลกและควรมีระบบติดตามผลแบบ Dashboard ให้เห็นความคืบหน้านโยบายแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน”

อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข คือปัญหาต้นทุนพลังงาน ซึ่งยังเป็นแรงกดดันหลักต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันในระยะ 2–3 เดือนข้างหน้า รวมถึงปัญหาวัตถุดิบในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับภาคอาหาร และค่าระวางเรือที่พุ่งสูงหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งล้วนกระทบต้นทุนผู้ประกอบการโดยตรง

นายอภิชิตระบุว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารที่มีเอกภาพและการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • บิ๊กเนมมี แต่ไร้ฮันนีมูน เร่งแก้ต้นทุน

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย มองว่า ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่นับเป็นทีม “บิ๊กเนม” ที่เคยมีบทบาทสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจมาแล้ว จึงยังคงมีความหวังต่อการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลไม่มีเวลาปรับตัว และต้องเร่งทำงานทันที

“ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้เป็นบิ๊กเนม ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ แต่ไม่มีเวลาสำหรับ ‘ฮันนีมูนพีเรียด’ และทุกกระทรวงต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนที่มาจากระบบ สะท้อนแรงกดดันที่รัฐบาลต้องเผชิญตั้งแต่วันแรก”

ในมุมของภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถ ผ่านการนำเทคโนโลยีใหม่และการพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลราคาสินค้าและเงินเฟ้อควบคู่กับการลดต้นทุนเชิงระบบให้ผู้ประกอบการ

สำหรับประเด็นเร่งด่วนที่ภาคเอกชนกังวลมากที่สุด คือปัญหาน้ำมัน ทั้งด้านราคาแพงและปริมาณมีจำกัด ซึ่งกระทบต่อระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด รวมถึงความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ที่อาจทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น หากไม่มีมาตรการรองรับที่รวดเร็ว

นายวิศิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด จะเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาต้นทุนและสร้างเสถียรภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน