
ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ‘กองทุน’ แบกไม่ไหว เล็งดึงภาษีสรรพสามิตช่วย 6 บาท
ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันสกัดทะลักเพื่อนบ้าน งัด7มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ‘กองทุน’แบกไม่ไหวดึงภาษี น้ำมันช่วย6บาท
KEY
POINTS
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจากการอุดหนุนราคาดีเซล ทำให้มีเงินไหลออกกว่าวันละ 2 พันล้านบาท
- รัฐบาลเตรียมปล่อยลอยตัวราคาขายปลีกน้ำมันเพื่อลดภาระกองทุนและป้องกันการลักลอบขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
- เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 6 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยพยุงราคาและบรรเทาผลกระทบ
- ครม.อนุมัติกรอบมาตรการช่วยเหลือ 7 ด้าน รวมถึงการอัดฉีดงบช่วยกลุ่มเปราะบาง เช่น วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รัฐบาลชี้กองทุนน้ำมันฯ แบกภาระหนัก หลังอุดหนุนดีเซลลิตรละ 19.12 บาท เงินไหลออก 2 พันล้านต่อวัน ยอมปล่อยให้ราคาน้ำมันขายปลีกลอยตัว สกัดน้ำมันลักลอบขายให้เพื่อนบ้าน เตรียมชงครม.นัดแรกพิจารณางบช่วยเหลือ ก่อนสงกรานต์ ขอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 6 บาทต่อลิตร อัดฉีดงบช่วยกลุ่มเปราะบาง-วินมอเตอร์ไซค์-แท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ ล่าสุดครม.อนุมัติกรอบช่วยเหลือแล้ว7 มาตรการ
จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงมีความผันผวนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังมีความผันผวนอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซล ที่ระดับกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเบนซินที่ระดับ 140 ดอลลารสหรัฐต่อบาร์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ส่งผลให้มีเงินไหลออกกว่า 2,500 ล้านบาทต่อวัน
ชดเชยดีเซลพุ่ง 19.12 บาทต่อลิตร
ล่าสุดณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตัดสินใจลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลจากที่เคยอุดหนุนอยู่ 26.99 บาทต่อลิตร ลงมาเหลือ 19.12 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮฮล์ 95 และ 91 จากที่เคยชดเชย 9.75 บาทต่อลิตร ลงมาเหลือ 3.26 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ อี 20 จาก 12.85 บาทต่อลิตร ลงมาเหลือ 5.94 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและกลุ่มเบนซินปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38.94 บาทต่อลิตร แต่หากสะท้อนตามกลไกตลาด ราคาดีเซลจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 61 บาทต่อลิตร
การลดเงินอุดหนุนราคาน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากทางกระทรวงพลังงาน ต้องการรักษาเสถียรภาพฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากยังคงชดเชยในระดับดังกล่าวจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะติดลบมากขึ้น จากการไหลออกวันละประมาณ 2 พันล้านบาท โดยวันที่ 22 มีนาคม 2569 บัญชีน้ำมันเป็นบวกอยู่ที่ 9,302 ล้านบาท บัญชีก๊าซแอลพีจี ติดลบที่ 37,411 ล้านบาท จากการชดเชยอยู่ที่ 1.17 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯติดลบสุทธิที่ 28,109 ล้านบาท ขณะยังมีหนี้ที่ต้องจ่ายคืนเงินกู้อีกราว 25,970 ล้านบาท
อีกทั้ง กระทรวงพลังงานเห็นว่า หากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกยังอยู่ในระดับเกินกวา 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกองทุนน้ำมันฯต้องชดเชยในระดับดังกล่าว เมื่อถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 กองทุนน้ำมันฯจะติดลบแตะที่ 1 แสนล้านบาท และยังเป็นการแก้ปัญหาการอุดหนุนราคาน้ำมันให้กับรถยนต์ที่ข้ามแดนมาใช้บริการจากประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับว่าหลังจากนี้ไปราคาน้ำมันจะมีการทยอยปรับเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการกำหนดเพดาน
อย่างไรก็ดี ล่าสุดตามประกาศของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับที่ 30 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่า
กลุ่มดีเซล
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากองทุนน้ำมันฯอุดหนุนลิตรละ 16.02 บาท ลดลง 3.10 บาทต่อลิตร จากวันที่ 25 มี.ค. 69 ซึ่งอุดหนุนอยู่ 19.12 บาทต่อลิตร
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา พรีเมี่ยมเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯลิตรละ 1.50 บาท
กลุ่มเบนซิน – แก๊สโซฮอล์
- เบนซิน 95 เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มเป็น 5.50 บาทต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บเข้ากองทุนราคาลิตรละ 2.50 บาทเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนราคาลิตรละ 0.52 บาท ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 3.26 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนราคาลิตรละ 0.52 บาท ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 3.26 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนราคาลิตรละ 3.54 บาท ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 5.94 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ อี 85 เก็บเงินเข้ากองทุน 2.99 บาท เพิ่มขึ้นจากที่เคยเก็บเงินเข้ากองทุนฯ 2.29 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 69
กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 3.7 หมื่นล้าน
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้มีความเปราะบางอย่างมาก เนื่องจากต้องแบกรับภาระชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันเพื่อให้ราคาขายปลีกในประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ประชาชนรับไหว
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินปรับเพิ่มขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก็ยังเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาจริงในตลาด ซึ่งกองทุนน้ำมันฯต้องควักเงินอุดหนุนหรือชดเชยดีเซลอีก 19.12 บาทต่อลิตร เพื่อผ่อนเบาภาระประชาชน เมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของคนไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 85 ล้านลิตรต่อวัน จะเห็นได้ว่าในแต่ละวันกองทุนน้ำมันฯ มีเม็ดเงินไหลออกจำนวนมาก เพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนไว้ ไม่เพียงแค่น้ำมันดีเซลเท่านั้น แต่ในส่วนของกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ กองทุนน้ำมันฯ ยังต้องเข้าไปอุดหนุนอยู่อีกประมาณ 3.26-5.94 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน ปัจจุบันคาดว่ากองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 37,000 ล้านบาทแล้ว
ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกจะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังจะทวีความรุนแรงหรือยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน
ลดภาษีสรรพสามิต 6 บาทช่วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว ทางรัฐบาลได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือหรือบรรเทาความเดือดร้อยของประชาชน ที่คาดว่าจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมตรีพิจารณาในช่วงก่อนสงกรานต์ หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว เพราะส่วนใหญ่ต้องใช้งบประมาณมาดำเนินการ ซึ่งจะมีทั้งมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการช่วยพยุงราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน ควบคู่กับการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะช่วยให้กองทุนฯ ลดอัตราการชดเชยลงได้ทันที และเป็นการรักษาเงินสดในมือไว้เพื่อกรณีฉุกเฉินอื่นๆ
อีกทั้ง มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปาะบาง ที่ได้รับความเดือดร้อนหนักที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ผู้ขับรถแท็กซี่ ผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รูปแบบการช่วยเหลือจะเป็นการให้ส่วนลดค่าน้ำมันหรือการเติมเงินอุดหนุนเข้าไปในระบบโดยตรง เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าโดยสารหรือค่าบริการซึ่งจะกระทบต่อประชาชนวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพคล่องที่ตึงตัวเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เช่น การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยประคองธุรกิจในช่วงวิกฤต และการพิจารณาขยายระยะเวลาหรือยืดการจ่ายค่าปรับต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการที่มีปัญหาทางการเงินจากวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ด้วย
จ่อขึ้นราคาสกัดลักลอบเพื่อนบ้าน
แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับการแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ นอกจากจะเสนอปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่คาดว่าจะลดลง 6 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร และการเสนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้ในการชำระหนี้เก่าที่ยังคงค้างอยู่ รวมถึงรองรับภาระใหม่ที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ในปัจจุบันแล้ว
รวมถึงอาจจะต้องใช้มาตรการปล่อยราคาน้ำมันขายปลีกให้ลอยตัวขึ้นไปให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันราคาถูกจากฝั่งไทยเข้าไปจำหน่าย โดยเฉพาะชายแดนที่ติดกับมาเลเซีย ที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 45.59 บาทต่อลิตรแล้ว หรือแม้แต่สปป.ลาว ราคาขายปลีกอยู่ที่ราคา 64.14 บาทต่อลิตร และเมียนมา อยู่ที่ 68.26 บาทต่อลิตร ดังนั้น โอกาสที่ราคาขายปลีกในไทยมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นไปได้อีก เพื่อลดการจูงใจลักลอบออกไปเพื่อนบ้าน
ส่วนมาตรการช่วยบเหลือกลุ่มเปาะบาง จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากต้องนำงบประมาณมาใช้ในการช่วยเหลือ ซึ่งในส่วนของกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีประมาณ 13-14 ล้านราย อาจจะนำมาตรการที่เคยใช้มาแล้ว ในการให้ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้มผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการที่จะมีวงเงินราว 100 บาท ต่อคน ต่อ 3 เดือน ซึ่งรวมถึงหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรด้วย
ส่วนกลุ่มกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก (ป้ายเหลือง) ประมาณ 1.5 - 1.6 แสนราย ที่ผ่านมาเคยจัดทำโครงการวินเซฟ ให้ส่วนลดค่าน้ำมันกลุ่มเบนซิน (แก๊สโซฮอล์) ในรูปแบบ “รัฐช่วยจ่าย” ผ่านแอปพลิเคชัน (เช่น เป๋าตัง) ซึ่งให้ส่วนลดค่าน้ำมัน 250 บาท ต่อเดือน โดยรัฐช่วยจ่าย 50% ของค่าน้ำมัน แต่ไม่เกิน 50 บาทต่อวัน
ขณะที่กลุ่มรถแท็กซี่ ที่ผ่านมาเคยดำเนินการผ่านบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน โครงการลมหายใจเดียวกัน เพื่อช่วยตรึงราคาเชื้อเพลิงหลักของแท็กซี่ โดยให้บัตรส่วนลดซื้อก๊าซ NGV ได้ในราคาพิเศษ จำกัดวงเงินการเติมต่อวัน เช่น ไม่เกิน 300-500 บาทต่อวัน ตามเงื่อนไขแต่ละช่วง
ครม.อนุมัติกรอบช่วยเหลือ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในกรอบ 7 มาตรการสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดในงบประมาณที่จะนำมาใช้ และนำกลับมาให้ครม.พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งประกอบด้วย
1.การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณารายละเอียดการลดภาษีสรรพสามิตในอัตราที่เท่าใด และกี่เดือนเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ
2.การดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีมติเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน โดยเบื้องต้นจะเริ่มดำเนินการ 1 เดือนในช่วงรัฐบาลรักษาการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ก่อนจะมีพิจารณาขยายระยะเวลาออกไปอีกหรือไม่
3.ช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกลุ่มรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปดูแลรายละเอียดเพิ่มเติม ที่อาจจะช่วยเงินสนับสนุนผ่านระบบพร้อมเพย์ ผ่านผู้ใช้งานโดยตรง
4.ช่วยเหลือภาคเกษตรกร ในการลดต้นทุนค่าปุ๋ยผ่านโครงการ “ธงเขียว” และการใช้บัตรดินดี พร้อมสนับสนุนการใช้ปุ๋ยทางเลือกหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้า
5.ช่วยเหลือกลุ่มประมง โดยจะสนับสนุนการใช้น้ำมันดีเซล B20 ซึ่งมีราคาต่ำกว่าปกติประมาณ 5-6 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการประมง
6.ดูแลคู่สัญญากับภาครัฐ จะขยายระยะเวลาการตรวจรับงานตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการก่อสร้างที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนงานล่าช้า โดยจะพิจารณาเป็นร่ายกรณีไป รวมถึงเร่งรัดการชดเชยค่า K เพื่อเสริมสภาพคล่อง
7.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับ SME โดยธนาคารออมสินเตรียมวงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยตลอดซัพพลายเชนที่ได้รับผลกระทบ
ปลัดกระทรวงการคลังย้ำว่า มาตรการทั้งหมดนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวงเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม






