thansettakij
thansettakij
ประกันสุขภาพร่วมจ่ายมาแน่ ทิสโก้แนะรีบมี ‘ประกันโรคร้ายแรง’ กันงบบานปลาย

ประกันสุขภาพร่วมจ่ายมาแน่ ทิสโก้แนะรีบมี ‘ประกันโรคร้ายแรง’ กันงบบานปลาย

22 มี.ค. 69 | 13:44 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มี.ค. 69 | 13:44 น.

ธนาคารทิสโก้เตือนเทรนด์ประกันสุขภาพเปลี่ยนสู่ Co-payment มากขึ้น ชี้ค่ารักษาโรคร้ายแรงพุ่งสูง แนะมีประกันโรคร้ายแรงเสริม ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายบานปลาย

ธนาคารทิสโก้ส่งสัญญาณ “ยุคประกันสุขภาพร่วมจ่าย” (Co-payment) กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จากแรงกดดันต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมแนะประชาชนเร่งวางแผนการเงินด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการมี “ประกันโรคร้ายแรง” เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงค่าใช้จ่าย

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ในปี 2569 อยู่ที่ 10.3% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่อยู่เพียง 0.9%

แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มผลักดันให้บริษัทประกันปรับรูปแบบกรมธรรม์ไปสู่ “การร่วมจ่าย” มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้เอาประกันต้องรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนเอง โดยเฉพาะในกรณีโรคร้ายแรงที่มีต้นทุนการรักษาสูง

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

ตัวอย่างเช่น การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (anti-PD-1) มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี หากต้องร่วมจ่ายในสัดส่วน 30% จะเท่ากับผู้ป่วยต้องจ่ายเพิ่มกว่า 1.05 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารทิสโก้แนะนำให้ประชาชนไม่ควรพึ่งพาเพียงประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย แต่ควรมี “ประกันโรคร้ายแรง” เป็นส่วนเสริม เพื่อรับเงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัยโรค ซึ่งสามารถนำไปใช้ทั้งค่ารักษาและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในช่วงพักฟื้น

นอกจากนี้ ประกันโรคร้ายแรงยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ โดยไม่ต้องจำกัดอยู่ในเงื่อนไขของประกันสุขภาพเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ แนวทางเลือกประกันโรคร้ายแรงที่เหมาะสม ควรพิจารณาแผนที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค และสามารถเคลมข้ามกลุ่มโรคได้โดยไม่ต้องรอให้โรคเดิมหายขาด เพื่อรองรับความเสี่ยงที่โรคเรื้อรังอาจพัฒนาไปสู่โรคร้ายแรงหลายรูปแบบ

ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยยังสะท้อนว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังรายใหม่กว่า 80% มีสาเหตุจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้ทั่วไป สะท้อนความเชื่อมโยงของโรคและความเสี่ยงค่าใช้จ่ายในระยะยาว

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว การวางแผนการเงินด้านสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการซื้อความคุ้มครอง แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ เพื่อรับมือกับ “ต้นทุนสุขภาพ” ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และอาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญในอนาคต