thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทผันผวนหนัก เสี่ยงอ่อนทะลุ 33 บาท หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ค่าเงินบาทผันผวนหนัก เสี่ยงอ่อนทะลุ 33 บาท หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

12 มี.ค. 2569 | 04:59 น.
อัปเดตล่าสุด :12 มี.ค. 2569 | 04:59 น.

เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงและเคลื่อนไหวแบบ Two-way Risk จากสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงอ่อนค่าแตะ 32–33 บาทต่อดอลลาร์ หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ ระยะสั้นคาดแกว่งในกรอบ 31.75–32.15 บาท

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.71 บาทต่อดอลลาร์

นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.65-31.99 บาทต่อดอลลาร์)

เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงบ่ายวันก่อนหน้า หลังตลาดรับรู้ข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz (หนึ่งในนั้น เป็นเรือขนส่งสินค้าของไทย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก

สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง (ระดับแถวช่วงประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้)

แม้ว่า ทางสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีมติระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ ราว 182 ล้านบาร์เรล) โดยสหรัฐฯ อาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ กว่า 172 ล้านบาร์เรล

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

“ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดตลาดให้โอกาสเพียง 4% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ”

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนสูงและยังไม่ปรากฏทิศทางที่ชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมองว่าเงินบาทกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบ “Two-way Risk” หรือมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้งทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยเฉพาะข่าวหรือ Headline News ที่เกี่ยวข้องกับสงครามซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ ผู้เล่นในตลาดจึงควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เช่น Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด รวมถึงปัจจัยด้านผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนตัวแปรทางการทหาร โดยเริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าสถานการณ์การสู้รบอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐาน (Base Case)

โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 3 ประเด็น ได้แก่

  • ท่าทีของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
  • เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่อาจแตกต่างจากอิสราเอล
  • ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดินจากพันธมิตรในภูมิภาค

หากสถานการณ์บานปลายเข้าสู่ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลานานเกิน 1 เดือน หรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบโลกอาจพุ่งขึ้นและทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงของปัญหา Supply Chain จากการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต้องชะลอแผนลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งเพิ่มโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น

แรงกดดันดังกล่าวจะสะท้อนมายังค่าเงินบาท โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 32–32.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายไตรมาสแรก และอาจอ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาสที่สอง โดยเฉพาะในช่วงที่มีเงินทุนไหลออกจากการจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคาดว่าในปีนี้อาจสูงถึงราว 100,000 ล้านบาท

ในเชิงเทคนิค ค่าเงินบาทยังไม่กลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถทะลุระดับ 31.40–31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ระยะนี้เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways เพื่อรอปัจจัยใหม่จากสถานการณ์สงครามและทิศทางนโยบายการเงินโลก

ทั้งนี้ ความผันผวนของเงินบาทมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและมาตรการภาษีนำเข้า

ทั้งนี้ ในระยะสั้น ค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.75–32.15 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดยังคงจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางของค่าเงินในระยะต่อไป.