
เปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาท รับแรงกระแทกสงครามตะวันออกกลาง
Krungthai GLOBAL MARKETS เปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หากช่องแคบฮอร์มุซปิด ราคาน้ำมันพุ่ง ดอลลาร์แข็ง ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนแตะ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
KEY
POINTS
เงินบาทผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ตลาดเงินอ่อนไหวต่อข่าวและทิศทางราคาพลังงานโลก
3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาท หากปิดช่องแคบฮอร์มุซรุนแรง เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าแตะ 32–32.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินบาทมีโอกาสกลับมาแถว 31.50 บาทปลายปี
ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงค่าเงิน เพราะความผันผวนสูงกว่าปกติ ควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น Options หรือธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น.
ค่าเงินบาทเผชิญความผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก นักวิเคราะห์ประเมินว่า ทิศทางค่าเงินไทยในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของความขัดแย้ง
โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคาร กรุงไทยเปิดเผยถึงแนวโน้มของค่าเงินบาทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาท (USDTHB) ในระยะนี้ สะท้อนให้เห็นถึง ความผันผวนของเงินบาทที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งเงินบาทและตลาดการเงินโดยรวม ได้อ่อนไหวต่อข่าวสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยจะเห็นได้จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง ตามรายงานข่าวว่า ทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับทางสหรัฐฯ ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเร็ว หลังสำนักข่าวของอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว
ทำให้ เราขอเน้นย้ำ มุมมองเดิมของเราว่า การประเมินทิศทางของเงินบาทอาจเป็นเรื่องที่ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
ทว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถมั่นใจได้ว่า ความผันผวนของเงินบาทจะอยู่ในระดับสูงจากช่วงปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จำเป็นต้องผสมผสานกลยุทธ์และเครื่องมือที่หลากหลายอย่าง Options
อย่างไรก็ตาม การประเมินแนวโน้มเงินบาทนั้น อาจต้องประเมินตามฉากทัศน์ (Scenarios) ต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ ตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ Supply Chain พลังงานโลก ซึ่งจะอ้างอิงกับบทวิเคราะห์ที่เราได้เคยทำไว้ในปี 2023 ณ ตอนที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส
โดยการประเมินแนวโน้มเงินบาทสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก
1. กรณีรุนแรงสูงสุด: ปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิน 1 เดือน
หากอิหร่านประกาศ ปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการเป็นเวลานาน หรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสเพิ่มขึ้น 20–30 ดอลลาร์/บาร์เรล
- อาจทดสอบระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
- เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเร่งตัว
- ธนาคารกลาง โดยเฉพาะสหรัฐฯ อาจ ชะลอหรือยกเลิกการลดดอกเบี้ย
- ดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่า
ผลต่อเงินบาท
- เงินบาทเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า
- อาจแตะระดับ 32–32.50 บาทต่อดอลลาร์
- มีโอกาสทรงตัวในระดับอ่อนค่าดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปี
2. กรณีรุนแรงปานกลาง: ปิดช่องแคบไม่เกิน 1 เดือน
หากอิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz ชั่วคราว หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน แต่ ไม่กระทบกำลังการผลิตของ OPEC อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ชั่วคราว
- หลังจากนั้นอาจปรับลดลงกลับสู่ระดับ 60–70 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ธนาคารกลางมองว่าเงินเฟ้อเป็น ผลกระทบชั่วคราว (one-time impact)
- ดอกเบี้ยมีแนวโน้ม คงระดับเดิม
ผลต่อเงินบาท
- เงินบาทอ่อนค่าในระยะสั้น
- มีโอกาสแตะ 32–32.50 บาทต่อดอลลาร์
- หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินบาทอาจแข็งค่ากลับมาที่ 31.50–32 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี
3. กรณีฐาน (Base Case): ความขัดแย้งไม่ลุกลาม
หากสถานการณ์ไม่บานปลาย แม้อาจมีการกดดันเส้นทางเดินเรือในช่องแคบ Hormuz แต่ไม่ถึงขั้นปิดเส้นทางจริง
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- ราคาน้ำมัน Brent อาจอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์/บาร์เรลระยะสั้น
- ก่อนลดลงกลับสู่ 65–70 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ความกังวลเงินเฟ้อลดลง
- Safe Haven เช่น ดอลลาร์และทองคำอาจย่อตัว
ผลต่อเงินบาท
- เงินบาทอ่อนค่าเพียงเล็กน้อย
- มีแนวโน้ม ไม่ทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์
- ไตรมาสแรกอาจอยู่แถว 31.50 บาท
- ไตรมาสสองอ่อนค่าได้ถึง 32.25 ± 0.25
- สิ้นปีมีโอกาสกลับมาแถว 31.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของเงินบาทในปีนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งแนวโน้มการปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED นโยบายการค้าของสหรัฐในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่
ทำให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น โดยอาจใช้เครื่องมืออย่าง Options หรือการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดการเงินโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน






