
ทิสโก้เปิดสูตรลงทุนฝ่าสงคราม แนะจัดพอร์ต 3 ธีมลุยตลาดโลก
ธนาคารทิสโก้แนะนักลงทุนจัดพอร์ต 3 ธีมฝ่าความผันผวนสงครามตะวันออกกลาง เน้นหุ้นกลาโหม พลังงาน ทองคำ เสริมเฮลธ์แคร์–สาธารณูปโภค พร้อมรอจังหวะสะสมหุ้นเอเชีย คาดตลาดฟื้นใน 3–6 เดือนพลังง
ธนาคารทิสโก้แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ชูกลยุทธ์ 3 ธีมการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก พร้อมมองว่าตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวภายใน 3–6 เดือน หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งปะทุ
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มสร้างความผันผวนต่อการลงทุนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาสถิติความขัดแย้งระดับโลกตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พบว่าตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังเหตุการณ์ความขัดแย้ง โดยดัชนี S&P 500 มักปรับลดลงเฉลี่ย 8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุด ก่อนเริ่มฟื้นตัวกลับมาในช่วงราว 3 เดือน
ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ธนาคารทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนตาม 3 ธีมหลัก เพื่อรับมือกับหลายสถานการณ์
ธีมแรก Geopolitical Play หรือกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งโลก
ได้แก่ หุ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พลังงาน และทองคำ ซึ่งมักได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศต่างๆ รวมถึงความต้องการพลังงานและสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
โดยข้อมูลสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1990 พบว่า ดัชนี S&P500 Aerospace & Defense ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15% ในช่วง 6 เดือนหลังความขัดแย้งเกิดขึ้น
ธีมที่สอง Resilience Play หรือกลุ่มที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวน
เช่น หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และสาธารณูปโภค ซึ่งมีลักษณะธุรกิจที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจผันผวน มีรายได้สม่ำเสมอ และยังสามารถปรับราคาสินค้าได้ในภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตลงทุนหากสงครามยืดเยื้อ
ธีมที่สาม Recovery Play หรือกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ได้แก่ ตลาดหุ้นเอเชีย ไทย จีน และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกกดดันในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียและอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง ทำให้การปรับฐานของราคาหุ้นเปิดโอกาสในการเข้าลงทุนระยะยาว
การกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์จะช่วยให้พอร์ตสามารถรับแรงกระแทกจากความผันผวน และยังสร้างโอกาสในการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ
ในส่วนมุมมองราคาน้ำมัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีไม่มาก เว้นแต่จะเกิดการหยุดชะงักของการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ต่อเนื่องยาวนานเกิน 2–3 สัปดาห์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากหลายฝ่ายพยายามรักษาเส้นทางเดินเรือให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว TISCO ESU ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาน้ำมัน เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเกินของกลุ่ม OPEC ลดลงและกระจุกตัวอยู่เพียงบางประเทศ
ขณะที่อุปสงค์พลังงานโลกยังคงเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้น แม้จะมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นระยะ

