
’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก
“เศรษฐา ทวีสิน” มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แม้โตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน เร่งแก้หนี้ครัวเรือน–ปลดคอขวดกฎระเบียบ ดึง FDI ให้ไหลจริง สกัดความเสี่ยงภาษีสหรัฐและคอร์รัปชัน
KEY
POINTS
- เศรษฐา ทวีสิน ประเมินเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่มีอาการเรื้อรังที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
- แนะให้เร่งปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อปลดล็อกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญ ให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ชี้ 3 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพของประเทศ คือ หนี้ครัวเรือนสูง, ความล่าช้าในการอนุมัติลงทุน และปัญหาคอร์รัปชันบั่นทอนความเชื่อมั่น
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ประเมินสถานการณ์ว่า ไทยยังมี “ภูมิคุ้มกัน” และศักยภาพสูง เพียงแต่เผชิญอาการเรื้อรังที่ต้องเร่งรักษาอย่างถูกจุด โดยเฉพาะอัตราการเติบโตที่ยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาค
“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่อัตราการเติบโตของเราเป็นรองเพื่อนบ้านค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางออก” เศรษฐากล่าว
FDI จุดแข็งที่ต้องเร่งปลดล็อก
นายเศรษฐาชี้ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นแต้มต่อสำคัญ ไทยยังถูกมองเป็นเป้าหมายระดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนหลังการประกาศลงทุนซึ่งใช้เวลานาน กว่าจะเกิดการซื้อที่ดิน ก่อสร้าง และจ้างงานจริง
โจทย์เร่งด่วนจึงอยู่ที่การยกระดับ Ease of Doing Business ลดคอขวดด้านกฎระเบียบ และสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุน “ไหลลงพื้น” ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ การจัดตั้งรัฐบาลและการผลักดันงบประมาณถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่น
ในมุมมองต่อจุดแข็งประเทศที่มีต่อต่างชาติ นายเศรษฐาระบุว่า ไทยยังมีจุดยืนเป็น “darling” ของนักลงทุนต่างชาติ แต่สถานะนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐเร่งปรับโครงสร้างให้เทียบทันการแข่งขันในเวทีโลก
ภาษีสหรัฐ ตัวแปรที่ต้องอ่านเกมให้ขาด
ในกรณีข้อเสนอต่อการปรับภาษีนำเข้าสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ เศรษฐาประเมินว่า หากอัตราใหม่อยู่ที่ 10–15% ก็ยังต่ำกว่าระดับประมาณ 19% ที่เคยเป็นฐานเจรจา แต่สาระสำคัญอยู่ที่รายละเอียดเงื่อนไข
“Devil is in the details” นายเศรษฐากล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจาและสื่อสารความชัดเจน เพื่อให้เอกชนวางแผนได้ ไม่ปล่อยให้ความไม่แน่นอนบั่นทอนการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน
3 โจทย์ใหญ่ ฉุดศักยภาพระยะยาว
สำหรับความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เศรษฐาระบุ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพราะล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของประเทศโดยตรง ได้แก่
-
หนี้ครัวเรือนสูง กดทับกำลังซื้อ
อยู่ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP ทำให้รายได้จำนวนมากของประชาชนต้องถูกกันไปชำระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว กระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังทำให้การขอสินเชื่อใหม่ทำได้ยากขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่โครงสร้างรายได้ยังเปราะบาง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างหนี้และเพิ่มรายได้ครัวเรือน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ช้าแม้มีปัจจัยบวกจากภายนอก
- ความล่าช้าในการทำธุรกิจ เงินลงทุนชะลอ
แม้ไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการอนุมัติ การขอใบอนุญาต และขั้นตอนทางราชการที่ใช้เวลานาน ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ประกาศไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงและการจ้างงานได้ทันเวลา ในภาวะที่การแข่งขันแย่งชิง FDI ในภูมิภาครุนแรง ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจทำให้นักลงทุนหันไปเลือกประเทศอื่น
- ปัญหาคอร์รัปชัน ต้นทุนแฝงบั่นทอนความเชื่อมั่น
นอกจากปัญหาภาพลักษณ์ ยังเป็น “ต้นทุนจริง” ที่กระทบทั้งภาคธุรกิจและการดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เพราะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ขาดความโปร่งใส เพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในยุคที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล (governance) และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ประเทศที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใส อาจถูกลดน้ำหนักการลงทุนซึ่งเป็นภาระที่ทุกรัฐบาลต้องเร่งแก้
แนะเอกชนปรับตัวยุค AI
เมื่อกล่าวถึงประเด็นการเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อแรงงานไทย นายเศรษฐามองว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กัน เพราะในภาคการผลิต ระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ภาคบริการก็เริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หากองค์กรใดไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและต่างประเทศ
พร้อมย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตื่นตระหนกเรื่องการว่างงานทันที แต่คือการเตรียมความพร้อมด้านทักษะ (reskilling-upskilling) และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ AI เป็น “ตัวช่วยเพิ่มผลิตภาพ” มากกว่าจะกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

