
กนง.หั่นดอกเบี้ยต่ำสุด กระสุนนโยบายจำกัด เหลือเพียง 0.50%
กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่ำสุดรอบประวัติการณ์ กระสุนนโยบายจำกัด เหลือเพียง 0.50% ระบุฟื้นเศรษฐกิจต้องอาศัยแพ็กเกจ ‘ภาครัฐ-เอกชน’
KEY
POINTS
- กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่นับช่วงวิกฤตโควิด-19)
- การปรับลดครั้งนี้ทำให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ "กระสุน" ที่จะใช้รับมือวิกฤตในอนาคต เหลืออยู่จำกัดเพียง 0.50%
- เหตุผลหลักของการลดดอกเบี้ยคือเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงแบบ K-shaped และรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย
- ธปท. กำลังเร่งศึกษามาตรการทางการเงินรูปแบบอื่นนอกเหนือจากดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับข้อจำกัดของนโยบายที่เหลืออยู่น้อย
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมล่าสุด กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 1.25%ต่อปี เป็น 1.00%ต่อปี การปรับลดครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาแตะระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยลดลงไปถึง 0.50%
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ยอมรับว่า ขีดความสามารถของนโยบายการเงินในปัจจุบันมีค่อนข้างจำกัด โดยเหลือพื้นที่ (Policy Space) อีกเพียง 0.50% เท่านั้น ซึ่งส่วนที่เหลือนี้จำเป็นต้องเก็บไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตที่รุนแรงในอนาคต
ดอกเบี้ยไทยต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก
สำหรับการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1.00% ทำให้ประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำเป็นอันดับ 3 จากกลุ่มประเทศที่ติดตามกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว โดยเป็นรองเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าระดับดอกเบี้ยที่ 1.00% ในปัจจุบันนั้นผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย
เร่งศึกษาเครื่องมืออื่นนอกเหนือจากดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่การดำเนินนโยบายการเงินที่เหลือไม่มาก ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้มอบหมายให้ทีมงานศึกษามาตรการอื่นๆ นอกเหนือจากการปรับอัตราดอกเบี้ย (Non-conventional policy) เพื่อช่วยให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเป็นมาตรการเสริมในกรณีที่เครื่องมือด้านดอกเบี้ยไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
โดย ธปท. มีนโยบายดูแลเศรษฐกิจเฉพาะเจาะจง 5 ด้าน ได้แก่ การแก้หนี้. โครงการ SME Credit Boost, ค่าเงินบาท, ทุนเทา และค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ถึงทำทั้งหมดนี้ยังพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่และมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น
“ปัญหาของเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว การพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานเป็น "แพ็คเกจ" ร่วมกับนโยบายด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจากทั้งภาครัฐและเอกชน”
นายดอน กล่าวว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นการ "Font-loaded" หรือการปรับลดล่วงหน้าเพื่อบรรเทาภาระหนี้และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในทันที แม้จะต้องแลกกับการเสียพื้นที่นโยบายการเงินไปส่วนหนึ่งก็ตาม โดย กนง. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความจำเป็นในการใช้ "กระสุน" ที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวังที่สุด
เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในรูปแบบ K-shaped
ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย คือ การเติบโตเศรษฐกิจที่ยังไม่เต็มศักยภาพ มองว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped โดยกลุ่มที่ขยายตัวได้ดี (K ขาบน) มีเพียงภาคอิเล็กทรอนิกส์และภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น
ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงภาคการผลิตอื่นๆ (K ขาล่าง) ยังคงเปราะบางและฟื้นตัวได้เพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด นอกจากนี้ สินเชื่อรวมยังคงหดตัวต่อเนื่อง และสภาพคล่องของครัวเรือนยังมีความตึงตัวสูง
บาทแข็งค่า-ความเสี่ยง 'ทรัมป์' ปัจจัยกดดัน
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังปรับตัวแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง ซึ่งซ้ำเติมปัญหาด้านสภาพคล่องและกำไรของกลุ่มผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs
นอกจากนี้ กรรมการยังแสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น การใช้ภาษีศุลกากรมาตรา 232 และ 301 ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสูง หรือ "Dirty 15" ทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกมาตรการทางการค้าเล่นงาน
เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย
ในด้านอัตราเงินเฟ้อนั้น มีแนวโน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้าลงกว่าเดิม โดยคาดว่าจะขยับไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แม้จะประเมินว่าความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง แต่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางไม่ให้ไหลลงต่ำไปกว่านี้

