
ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ GDP หาย 9 หมื่นล้าน เอกชนจี้จบใน 30 วัน
ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจสะดุด เอกชนประเมินความเสียหายอาจแตะ 9 หมื่นล้านบาท หากการเมืองหลังเลือกตั้งไม่จบเร็ว พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์เตือนสุญญากาศทางนโยบายกระทบความเชื่อมั่น–การลงทุน จี้พรรคการเมืองเร่งดีลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางไม่ให้ทรุดหนักกว่าเดิม
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเตือนว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าเกิน 2-3 เดือน อาจสร้างความเสียหายต่อ GDP ของประเทศสูงถึง 9.5 หมื่นล้านบาท
- ผลกระทบหลักเกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่น การชะลอการลงทุนของนักลงทุน และเกิดสุญญากาศทางนโยบายเศรษฐกิจ
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้พรรคการเมืองเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อสร้างความชัดเจนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ภาคเอกชนส่งสัญญาณเตือนชัด หากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน อาจกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ราว 0.3–0.5% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5.5–9.5 หมื่นล้านบาท จากแรงกระทบต่อความเชื่อมั่น การชะลอการลงทุน และความล่าช้าในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจไม่ได้กังวลว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่กังวลว่าการเมืองจะนิ่งเร็วแค่ไหน ทุกวันที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เศรษฐกิจก็รอไม่ได้เช่นกัน หากยืดเยื้อเกิน 2–3 เดือน ความเสียหายไม่ได้มีแค่ตัวเลข GDP แต่กระทบความเชื่อมั่นระยะยาวด้วย
เขาระบุว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในภูมิภาค การปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางนโยบายจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ “ตอนนี้ไทยเหมือนคนป่วย ถ้าหมอยังเถียงกันว่าใครจะรักษา คนไข้ก็อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ”
เปิด 3 ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง
ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์หลักหลังเลือกตั้ง โดยกรณีดีที่สุดคือพรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาดหรือสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วภายใน 30 วัน “ความชัดเจนคือหัวใจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องการเห็นทิศทางที่แน่นอนอย่างน้อย 4 ปี”
สำหรับฉากทัศน์ที่สอง คือรัฐบาลผสมที่ตกลงกันได้เร็ว แม้ต้องเจรจาต่อรองแต่ยังถือว่าเป็นบวก หากมีโครงสร้างทีมเศรษฐกิจชัดเจนและนโยบายไม่ขัดแย้งกันมาก “รัฐบาลผสมไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุยกันจบเร็วและมีวินัยการคลังชัด ตลาดก็รับได้” นายวิศิษฐ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ที่สาม ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าเสี่ยงที่สุด คือกรณีเสียงสูสีหรือเจรจายืดเยื้อจนตั้งรัฐบาลล่าช้า “ถ้าเกิน 60 วัน จะเริ่มเห็นผลกระทบชัด นักลงทุนชะลอ งบประมาณล่าช้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดทันที” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ความเสียหายอาจแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทในระยะสั้น
เสถียรภาพ คือเงื่อนไขตั้งต้น
ในมุมวิชาการ รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของนโยบายเศรษฐกิจ “ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน หากรัฐบาลไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ก็ผลักดันได้ยาก ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสะท้อนผ่านตลาดทุนทันที”
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง “ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเหมือนในอดีต ความเชื่อมั่นจะหายไปเร็ว และใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP มาก”
จี้ปิดดีลใน 30 วัน
ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองเร่งเจรจาจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน พร้อมประกาศทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนทันทีหลังจัดตั้ง ทั้งมาตรการกระตุ้นระยะสั้น การดูแลหนี้ครัวเรือน และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
“เราไม่ได้เลือกข้างพรรคการเมือง แต่เราเลือกความชัดเจนและเสถียรภาพ เพราะทุกวันที่การเมืองชะงัก คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศเสียไปจริง ๆ” นายเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลยืด 3 เดือน จากประสบการณ์ภาคเอกชนและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค GDP ไทยปี 2568 ประมาณ 18.8 ล้านล้านบาท
ดังนั้นความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้การลงทุนชะลอ + การใช้จ่ายรัฐหยุด ความเสียหายโดยประมาณ 0.3–0.5% ของ GDP คิดเป็น 5.5–9.5 หมื่นล้านบาท และที่หนักกว่าคือ ความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP จึงอยากให้เร่งตั้งรัฐบาลโดยเร็ว
รมว.คลังในฝันไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอาวุโส แต่ต้องคุมงบประมาณได้คุยกับแบงก์ชาติ ตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติรู้เรื่อง และกล้าพูดความจริงเรื่องวินัยการคลัง ไม่แจกจนระบบพัง





