

KEY
POINTS
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพร้อมแพคเกจเสนอรัฐบาลใหม่ไว้ครบถ้วนแล้ว กำหนดกฎเกณฑ์เป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้
ทั้งนี้ ในเรื่องกฎหมายได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น และมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เลือกลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าในช่วง 4-6 เดือนนี้จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถนำเสนอให้พิจารณาอนุมัติได้ทันที เหมือนช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการหารือร่วมกับตลาดทุนไทย ซึ่งก็เสนอแพคเกจไปแล้วว่ามีอะไรที่ต้องทำและทำอย่างไรบ้าง จึงพร้อมมที่จะดำเนินการ โดยแผนที่เสนอไปไม่ต้องทำอะไรมาก ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะนำไปทำหรือไม่เท่านั้น เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่
สำหรับข้อเสนอของตลาดทุนทั้งหมด อาจมีเรื่องอื่นที่รัฐบาลมองว่าสำคัญกว่า แต่แพคเกจที่เสนอไปมีความสำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเชื่อมั่น เช่น การฟ้องคดีผู้กระทำความผิดที่ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หรือทำอย่างไรให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยเสียภาษีมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ
ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่ม ทั้งหมดถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนพรรคใดจะนำมาเป็นนโยบายของพรรคก็ทำได้ ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำก็พร้อมเสนอแพคเกจถึงงรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ และหากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่เห็นตรงกันก็ยิ่งดี เพราะจะทำได้เร็วขึ้น
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ทิศทางการเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อดีของประเทศไทยคือ มีรัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมอย่างต่อเนื่อง และจากการสอบถามกับนักลงทุนต่างชาติก็มีมุมมองแบบมีผลเท่ากัน เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมในรูปแบบใด ธุรกิจก็ยังเดินต่อได้ไม่มีนโยบายใดที่ทำร้ายเศรษฐกิจ
ข้อสำคัญมากกว่าคือ ต้องการนโยบายหรือความร่วมมือที่ทำให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดได้มากกว่า ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยที่ผ่านมาจึงทำให้นักลงทุนมองว่า เมืองไทยเติบโตเต็มศักยภาพไม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงระดับ 2–3% ทั้งที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพของประเทศเอื้อให้เติบโตได้มากกว่านั้น