

สถิติการลงทุนในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยมักได้รับอานิสงส์เชิงบวกในช่วง “ก่อนและหลังการเลือกตั้ง” ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความหวังในการเติบโตระยะยาวอาจถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามสถิติย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยมักมีการตอบรับเชิงบวก (Sentiment) ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และต่อเนื่องไปอีกราว 1-2 สัปดาห์หลังทราบผลการเลือกตั้ง
โดยกลุ่มที่มักจะโดดเด่นที่สุดคือ “กลุ่มค้าปลีก” ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการสะพัดของเม็ดเงินในช่วงหาเสียงและนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ทุกพรรคการเมืองพร้อมใจกันเข็นออกมาหาเสียง
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน เพราะราคาหุ้นได้ตอบรับ (Price In) ข่าวดีไปหมดแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มกลับมามอง “โลกแห่งความเป็นจริง” ของปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้สิ่งที่ฉุดรั้งความคาดหวังในระยะถัดไปคือ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ปี 2569 นี้ GDP ของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพอย่างน่าใจหาย
ปัญหาที่เกาะกินเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มาจากหลายทิศทาง เครื่องยนต์หลักอย่าง “การบริโภค” ถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” แม้จะเป็นความ หวังเดียว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวสวนทางกับคู่แข่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ “ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” ยังมีข้อจำกัดอย่างมากจากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว ทำให้ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ พื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) ก็เหลือไม่มากนัก
ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ภาพที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568ยิ่งซ้ำเติมความกังวล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กำไรส่วนใหญ่ ลดลงจากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลง
ขณะที่หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, HMPRO หรือ BJC ต่างเผชิญกับภาวะกำไรที่ไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบเร่งตัว (Outperform) ได้ยาก
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ประเมินว่า หลังการเลือกตั้งบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นในระยะสั้น โดยวางกรอบแนวต้าน (Upside) ไว้ที่ระดับ 1,350 - 1,370 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดจะเข้าสู่โหมด “Reality Check” เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เคยหาเสียงไว้
ภายใต้ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Gap) คาดว่า กำไร บจ. ในไตรมาส 1/2569 จะยังฟื้นตัวช้า โดยกำไรหลักอาจเติบโตเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ถูกประเมินว่าไม่สูงนัก เนื่องจากงบประมาณลงทุนที่ลดลงและสถานะการคลังที่ตึงตัว โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหนุน GDP ได้เพียง 0.1 - 0.2% เท่านั้น
ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงและเศรษฐกิจโตช้า นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นหุ้นที่มีการเติบโตเล็กน้อย ราคาไม่แพง และมีอัตราส่วนเงินปันผลที่ดี โดยมีหุ้น Top Pick ที่น่าสนใจดังนี้:
โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม
แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การ เคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569