thansettakij
เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

06 ก.พ. 2569 | 08:35 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.พ. 2569 | 09:52 น.

ส่องสถิติหุ้นไทยรับเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 โบรกเกอร์ชี้บวกสั้นก่อน-หลัง 2 สัปดาห์ ก่อนเผชิญ Reality Check จากพิษเศรษฐกิจ GDP โตต่ำเพียง 1.6% และปัญหาหนี้ครัวเรือนเรื้อรัง เปิดโผหุ้น Top Pick รับมือความผันผวน

สถิติการลงทุนในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยมักได้รับอานิสงส์เชิงบวกในช่วง “ก่อนและหลังการเลือกตั้ง” ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความหวังในการเติบโตระยะยาวอาจถูกกดดันจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง  

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามสถิติย้อนหลัง ตลาดหุ้นไทยมักมีการตอบรับเชิงบวก (Sentiment) ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และต่อเนื่องไปอีกราว 1-2 สัปดาห์หลังทราบผลการเลือกตั้ง

โดยกลุ่มที่มักจะโดดเด่นที่สุดคือ “กลุ่มค้าปลีก” ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการสะพัดของเม็ดเงินในช่วงหาเสียงและนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่ทุกพรรคการเมืองพร้อมใจกันเข็นออกมาหาเสียง  

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน เพราะราคาหุ้นได้ตอบรับ (Price In) ข่าวดีไปหมดแล้ว และนักลงทุนจะเริ่มกลับมามอง “โลกแห่งความเป็นจริง” ของปัจจัยพื้นฐานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง 

เลือกตั้ง69 ปลุกดัชนีเด้งรับ 2สัปดาห์ โบรกเตือนเศรษฐกิจโตต่ำ-หนี้ท่วมฉุด

ทั้งนี้สิ่งที่ฉุดรั้งความคาดหวังในระยะถัดไปคือ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่น่ากังวล หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ปี 2569 นี้ GDP ของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพอย่างน่าใจหาย 

ปัญหาที่เกาะกินเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มาจากหลายทิศทาง เครื่องยนต์หลักอย่าง “การบริโภค” ถูกกดทับด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” แม้จะเป็นความ หวังเดียว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวสวนทางกับคู่แข่งในภูมิภาค  

นอกจากนี้ “ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” ยังมีข้อจำกัดอย่างมากจากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว ทำให้ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ พื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) ก็เหลือไม่มากนัก  

ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ภาพที่ออกมาในช่วงไตรมาส 4/2568ยิ่งซ้ำเติมความกังวล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กำไรส่วนใหญ่ ลดลงจากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลง  

ขณะที่หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, HMPRO หรือ BJC ต่างเผชิญกับภาวะกำไรที่ไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบเร่งตัว (Outperform) ได้ยาก 

ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.บัวหลวง ประเมินว่า หลังการเลือกตั้งบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นในระยะสั้น โดยวางกรอบแนวต้าน (Upside) ไว้ที่ระดับ 1,350 - 1,370 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดจะเข้าสู่โหมด “Reality Check” เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เคยหาเสียงไว้  

ภายใต้ภาวะสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Gap) คาดว่า กำไร บจ. ในไตรมาส 1/2569 จะยังฟื้นตัวช้า โดยกำไรหลักอาจเติบโตเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนขณะที่ขีดความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ถูกประเมินว่าไม่สูงนัก เนื่องจากงบประมาณลงทุนที่ลดลงและสถานะการคลังที่ตึงตัว โดยคาดว่า จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะหนุน GDP ได้เพียง 0.1 - 0.2% เท่านั้น 

ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงและเศรษฐกิจโตช้า นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นหุ้นที่มีการเติบโตเล็กน้อย ราคาไม่แพง และมีอัตราส่วนเงินปันผลที่ดี โดยมีหุ้น Top Pick ที่น่าสนใจดังนี้:

  1. Quality Value: หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่มีกำไรสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ เช่น CPN, COM7, BH, OSP และ CPALL 
  2. Dividend Play: หุ้นที่มีกระแสเงินสดอิสระสูงและจ่ายปันผลเด่น (Div. Yield > 3%) เพื่อเป็นเกาะป้องกันความเสี่ยง เช่น KKP ที่คาดการณ์ปันผลสูงถึง 7% 
  3. Foreign Flow Targets: หุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากมีการปรับพอร์ตหลังเลือกตั้ง เช่น PTT, SCC, ADVANC 
  4. Domestic Play: หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยว เช่น MTC, CENTEL, ITC และ HMPRO

โดยสรุป ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงการเลือกตั้งสะท้อนแรงหนุนเชิงสถิติในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเผชิญข้อจำกัดจากการเติบโตที่ไม่สูง ภาวะหนี้ครัวเรือน และทิศทางกำไรของหลายอุตสาหกรรม  

แม้ระดับมูลค่าตลาดโดยรวมจะอยู่ในช่วงไม่สูงเมื่อเทียบเชิงสถิติ และบางกลุ่มมีจุดเด่นด้านกระแสเงินสดและเงินปันผล แต่การ เคลื่อนไหวของตลาดในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อประกอบการตัดสินใจในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

 

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,173 วันที่ 8 - 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569