
KEY
POINTS
กองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตของผู้ประกันตนมากกว่า 24–25 ล้านคน กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญ ท่ามกลางโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เงินสมทบจากแรงงานมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่ภาระจ่ายสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากผลตอบแทนจากการลงทุนยังไม่ถูกยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยเชิงคณิตศาสตร์ประกันภัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า กองทุนอาจเผชิญภาวะไม่ยั่งยืนภายใน 20–25 ปีข้างหน้า
รายการ “ฐานทอล์ค” ทางเนชั่นทีวี 22 เปิดพื้นที่สนทนากับ ภัณฑิรา เวอร์การา (คุณเพชร) อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาดและอดีตกรรมการบริหารการลงทุน กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs ซึ่งเข้ามาทำงานหลังการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตนในปี 2566 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี เธอสะท้อนภาพจากภายในว่า ปัญหาของประกันสังคมไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีทางแก้” แต่ติดอยู่ที่โครงสร้างการตัดสินใจแบบราชการ ซึ่งทำให้กองทุนขนาดใหญ่ระดับประเทศไม่สามารถขยับตัวได้เร็วพอ
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตนในปี 2566 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ทำให้ข้อมูลด้านการบริหารและการลงทุนของกองทุนที่เคยอยู่ในเงามืด เริ่มถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปิดข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในมิติการตัดสินใจด้านการลงทุน
ภัณฑิราระบุว่า แม้โครงสร้างบอร์ดใหญ่จะมีตัวแทนจาก 3 ฝ่าย คือ รัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน แต่เมื่อพิจารณาลงไปในระดับอนุกรรมการ ซึ่งมีมากถึงราว 14 ชุด โดยเฉพาะอนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด กลับพบว่าฝ่ายรัฐถือเสียงข้างมาก โดยในอนุกรรมการลงทุนมีผู้แทนฝ่ายรัฐ 8 คน ขณะที่ฝ่ายผู้ประกันตน 3 คน และฝ่ายนายจ้าง 3 คน โดยตำแหน่งประธานอนุกรรมการมาจากฝ่ายรัฐอีกด้วย
นอกจากนี้ ในการประชุมหนึ่งครั้งมีผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคมอีกกว่า 20-30 คน ทำให้ต่อการประชุม จะมีผู้เข้าร่วมเกือบ 40 คน ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจเป็นไปอย่างล่าช้า และบทบาทของอนุกรรมการที่ปรึกษาจำกัดอยู่เพียงการเสนอความเห็น โดยไม่สามารถผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภัณฑิราประเมินว่า แนวทางการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะ “เสี่ยงต่ำเกินไป” เน้นสินทรัพย์มั่นคงในประเทศเป็นหลัก แม้จะช่วยลดความผันผวนในระยะสั้น แต่กลับทำให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำเกินไป เมื่อเทียบกับภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างสังคมสูงวัย ส่งผลให้อายุของกองทุนสั้นลงโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาการลงทุนที่ “ไทยเกินไป” หรือ Home Bias โดยกำหนดให้สินทรัพย์ส่วนใหญ่กว่า 70–80% อยู่ในประเทศ ซึ่งภัณฑิรามองว่า สำหรับประเทศที่ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระดับโลก การกระจุกตัวเช่นนี้คือการรับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เพราะผูกชะตากองทุนไว้กับเศรษฐกิจประเทศเดียว หากเศรษฐกิจชะลอตัว กองทุนก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง
"กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ทั่วโลกมักกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์เสี่ยงต่ำในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในความเสี่ยงที่ควบคุมได้ แต่ข้อจำกัดเชิงนโยบายและกรอบการลงทุนของประกันสังคมไทย ทำให้ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ และกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น"
หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก คือ ผลตอบแทนปีล่าสุดที่สำนักงานประกันสังคมแถลงอยู่ที่ 6.1% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 80,000 ล้านบาท ทว่าเมื่อพิจารณาจากขนาดกองทุนกว่า 2.8 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวกลับยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่า มาจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง และเป็นผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงจากพอร์ตทั้งหมดหรือไม่
ภัณฑิราระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 6.1% เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการรายงานผลตอบแทน ซึ่งยังไม่สามารถทำให้ผู้ประกันตนหรือสาธารณชนเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดได้ โดยเฉพาะการลงทุนบางรายการในอดีตที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเกิดผลขาดทุนจากราคาตลาดที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถูกรับรู้ในงบ เนื่องจากใช้มาตรฐานบัญชีแบบรับรู้กำไร–ขาดทุนเฉพาะเมื่อมีการขายหรือรับรู้รายได้แล้วเท่านั้น
ภัณฑิราจึงเสนอให้กองทุนประกันสังคมปรับมาใช้มาตรฐานรายงานผลตอบแทนแบบ Mark-to-Market ซึ่งเป็นหลักสากลที่กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ทั่วโลกใช้ เพื่อสะท้อนมูลค่าการลงทุนตามราคาตลาดจริงในแต่ละช่วงเวลา ทำให้เห็นทั้งกำไรและขาดทุนที่ยังไม่ถูกรับรู้ แยกจากรายได้ที่รับรู้แล้ว เช่น ดอกเบี้ย ปันผล หรือคูปอง
"ผู้ประกันตนจะสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า เงินกองทุนจำนวนมหาศาลถูกกระจายไปอยู่ในสินทรัพย์ใด อยู่ในประเทศใด และให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไรจริง ไม่ใช่เห็นเพียงตัวเลขสรุปรวมปลายปีเพียงค่าเดียว"
ขณะเดียวกัน ภัณฑิรายังกล่าวถึงการปรับแผนกลยุทธ์การลงทุน หรือ Strategic Asset Allocation (SAA) จากเดิมที่เน้นสินทรัพย์มั่นคง 60% และสินทรัพย์เสี่ยง 40% มาเป็น 50:50 เพื่อเปิดพื้นที่ให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับ SAA ครั้งนี้สามารถยืดอายุกองทุนได้เพียงราว 2 ปีเท่านั้น สะท้อนว่าการแก้ปัญหาความยั่งยืนของประกันสังคมไม่อาจพึ่งการปรับสัดส่วนการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากยังไม่แก้ไขโครงสร้างการบริหารและระบบการตัดสินใจควบคู่กันไป
ภัณฑิราให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเงินสมทบเข้าสู่กองทุนต่อปีราว 200,000 ล้านบาท ขณะที่เงินจ่ายออกในรูปสิทธิประโยชน์ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้กองทุนแทบไม่เหลือส่วนต่างจากกระแสเงินสด ความหวังในการยืดอายุและรองรับสังคมสูงวัยจึงต้องฝากไว้ที่ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก
เธออธิบายว่า ทุกผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น 1% เท่ากับเงินราว 28,000 ล้านบาทต่อปี และหากยังปล่อยให้การลงทุนขาดประสิทธิภาพ กองทุนอาจเผชิญ “ค่าเสียโอกาส” สูงถึงวันละ 300 ล้านบาท ก่อนทิ้งท้ายว่า หากโครงสร้างการบริหารยังคงถูกล็อกไว้ในระบบราชการ การแยกกองทุนออกมาบริหารอย่างมืออาชีพอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอดเดียว” ของประกันสังคมไทย