

KEY
POINTS
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมนา "ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้" ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ
ทั้งนี้ ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงวิกฤตที่น่ากังวล แต่คือ 'โอกาสในการรีเซ็ต (Reset)' เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุนโลก โดยจากการวิเคราะห์ พบว่าแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้
เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ Supply Chain โลก มีกลยุทธ์สำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้
ในอดีตเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ มีปัญหากับญี่ปุ่น (Plaza Accord) ญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตมายังไทย แต่ปัจจุบัน 'เครื่องยนต์ญี่ปุ่น' เริ่มอ่อนแรงลง นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องตัดสินใจว่าจะพัฒนาเครื่องยนต์ของตัวเองหรือจะหาพันธมิตรใหม่
วิกฤตคือโอกาสในการรีเซ็ต ถ้าเราสามารถรีเซ็ตได้เร็วขว้าคนอื่น ก็เป็นโอกาสของไทยที่เดิมเราเป็น Underdog จะกลับมาได้ หากเราไม่ทำอะไรเลย กราฟเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ แต่หากเราใช้จังหวะนี้ในการจัดระเบียบโครงสร้างธุรกิจและกฎระเบียบใหม่ นี่คือโอกาสทองที่จะสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับประเทศ
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การวางกลยุทธ์เพื่อหา 'ความชัดเจน' ในกติกาการค้าและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนไทย เพื่อสร้างแต้มต่อและป้องกันผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม
1. ปรับทัพรับกติกาการค้าใหม่: ใช้ FTA เป็นเกราะป้องกัน
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะให้ผู้ประกอบการเร่งมองหา "ความชัดเจน" จากกติกาการค้าที่มีอยู่ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ไม่ควรละเลย กฎกติกาเหล่านี้คือจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความแน่นอนสูงขึ้นในภาวะที่ตลาดอื่นอาจสั่นคลอน
ประเด็นสำคัญที่ธุรกิจต้องรู้:
2. บริหารความเสี่ยงค่าเงิน: ส่วนต่าง 8% ที่ไม่ควรมองข้าม
อีกหนึ่งปัจจัยวิกฤตคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบ 'ทันที' และรุนแรงกว่ามาตรการทางภาษีในบางครั้ง จากข้อมูลพบว่าแม้กำแพงภาษี (Effective Tariff Rate) จะอยู่ที่ 16.5% แต่เพียงปีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรอย่างมหาศาล
ทั้งนี้ จากการสังเกตพอร์ตลงทุน พบว่าส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedged) และไม่ป้องกันความเสี่ยง (Unhedged) ในช่วงปีที่ผ่านมา มีความแตกต่างกันสูงถึง 8% สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะปัจจุบัน นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องมีความ Mindful และ Proactive ต่อเรื่องค่าเงินมากขึ้น
เครื่องมือจัดการความเสี่ยงในตลาดหลักทรัพย์
3. จับตา 'มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี' และสินค้าทะลักตลาด
นอกจากเรื่องกำแพงภาษีแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดในไทย
ในโลกที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การเข้าหาศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่อง FTA และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอด ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจและรักษาผลประโยชน์ในระยะยาว
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กล่าวว่า การเจรจาด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกากำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากมีการบรรลุกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนร่วมกัน (Joint Statement) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา
โดยสาระสำคัญคือการมุ่งเน้นรักษาอัตราภาษีให้ต่ำกว่าระดับ 19% โดยแลกกับการที่ไทยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ ครอบคลุมถึง 98-99% ของรายการสินค้าทั้งหมด
1. มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures): กำแพงที่ต้องข้าม
แม้เรื่องภาษีจะเป็นประเด็นหลัก แต่สิ่งที่ "หนักอึ้ง" กว่าคือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) ซึ่งประกอบด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายมิติ:
2. ปฏิรูปกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สู่ระบบ 'Alliance Region'
หนึ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกคือการปรับเปลี่ยนกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเปรียบเสมือน 'พาสปอร์ตสินค้า' ในการรับสิทธิประโยชน์ทางการค้า
3. โครงสร้างภาษีซ้ำซ้อน: ภาระใหม่ของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับโครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความซับซ้อนสูงและมีการจัดเก็บแบบ 'Top-up' หรือทับซ้อนกันในหลายชั้น ดังนี้
4. ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (SET)
ข้อมูลระบุว่าจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประมาณ 930 บริษัท มีถึง 357 บริษัทที่เป็นผู้ส่งออก ซึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการเหล่านี้โดยตรง อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางรายการที่ได้รับยกเว้น หากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้ หรือเป็นวัตถุดิบจำเป็นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ปัจจุบันการประชุมระดับเทคนิค (Technical Meeting) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สอดคล้องกับกฎ RVC แบบใหม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการใช้เครื่องมือด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
ท่ามกลางความกังวลต่อการกลับมาของนโยบายภาษีศุลกากรที่เข้มงวดของสหรัฐฯ หรือ 'ทรัมป์ เอฟเฟกต์' ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในฐานะคู่ค้าอันดับที่ 14 ของสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) อยู่ที่ประมาณ 2.2%
แม้จะมีความกังวลเรื่องกำแพงภาษี แต่ตัวเลขการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 36% โดยกลุ่มสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, หม้อแปลงไฟฟ้า, อุปกรณ์โทรศัพท์, เครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกหลายฉบับที่สามารถนำมาใช้ปรับขึ้นภาษีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผู้ประกอบการควรศึกษาเพื่อเตรียมแผนรับมือ ดังนี้
• Immediate Options (มาตราที่ใช้ได้ทันที)
◦ มาตรา 122: สามารถปรับขึ้นภาษีได้สูงสุด 15%
◦ มาตรา 338: มีเพดานภาษีสูงสุดถึง 50% แม้มาตรานี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ยังคงเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สามารถหยิบมาใช้ได้หากสถานการณ์เปลี่ยนไป
• Plan B (มาตราเฉพาะทาง): ได้แก่ มาตรา 232, 301 และ 201 ซึ่งมักพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง, เทคโนโลยีดิจิทัล และสินค้าที่สหรัฐฯ มองว่ามีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
บทเรียนจากประเทศที่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไปแล้วอย่าง เกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการประกาศข้อตกลงชัดเจน แต่สหรัฐฯ ยังคงมีการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในภายหลังได้เสมอ สิ่งนี้สะท้อนว่าการเจรจาอาจไม่ได้สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ 100% ในแง่ของการขยายการลงทุนเพิ่ม
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า
ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและอุปสรรคพร้อมกัน:
สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่นั้น มองว่าจำเป็นต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายการลงทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ต่อไป
นอกจากนี้ ในยุคที่ระเบียบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศจากการหวนคืนสู่อำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ และการกดดันจากกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างการรักษา Status Quo แบบเดิม หรือจะใช้จังหวะนี้เป็นแรงผลักดันในการ 'Reset' โครงสร้างเศรษฐกิจและกฎระเบียบภายในเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ในมุมมองทางวิชาการ การเจรจาการค้าเพื่อให้เกิดภาวะ 'Win-Win' ไม่ได้หมายถึงการที่ไทยต้องได้ดุลการค้าเสมอไป การขาดทุนการค้ากับบางประเทศอาจเปรียบได้กับการ 'จ้างแม่บ้าน' เพื่อให้เรามีเวลาไปทำงานที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือ กฎระเบียบที่พ้นยุคสมัย ซึ่งไทยควรเร่งแก้ไขโดยไม่ต้องรอให้ถูกกดดันจากต่างชาติ
1. กฎหมายข้าวปี 2489: กฎหมายที่มีอายุกว่า 80 ปี ซึ่งออกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อควบคุมการส่งออกข้าวเพื่อชดใช้หนี้สงคราม ปัจจุบันยังคงสร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้กับผู้ส่งออก เช่น การต้องมีสต็อกข้าวจำนวนมหาศาล
2. ภาษีวัตถุดิบที่บิดเบี้ยว:
◦ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: การพยายามปกป้องการปลูกข้าวโพดในประเทศนำไปสู่ปัญหาการเผาและฝุ่นควัน (PM 2.5) ซึ่งทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่อาจสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูก
◦ กาแฟ: ไทยเก็บภาษีเมล็ดกาแฟดิบสูงถึง 70-80% ทำให้เราเสียโอกาสในการเป็นโรงคั่วกาแฟระดับโลกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบริการ.
3. พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว: กฎหมายที่จำกัดธุรกิจบริการเกือบครอบจักรวาล ซึ่งไม่มีการปรับปรุงอย่างจริงจังมานานกว่า 20 ปี กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเจรจา EU-FTA
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวนมาก แต่ผลสำรวจกลับพบว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ "น้อยกว่าที่ควรจะเป็น".
เหตุผลที่ บจ. ไม่ใช้สิทธิ FTA
กรมการค้าต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังร่วมมือกันเพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้ โดยนำเทคโนโลยี AI Chatbot และระบบ DFP Smart One มาช่วยให้การตรวจสอบสิทธิประโยชน์และถิ่นกำเนิดสินค้าทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด
โอกาสในการเติบโตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายใน 2 ด้านหลัก คือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และ การสรุปผล EU-FTA หากไทยสามารถก้าวข้าม 'คอขวด' ทางการเมืองและกฎระเบียบเดิมๆ ได้ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นการ Elevate ประเทศไทยให้กลับมามีแต้มต่อเหนือคู่แข่งในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ผลกระทบจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ (Trump Tariff) พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในตอนแรก แต่มีจุดเสี่ยงสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
แม้จะมีนโยบายการจัดเก็บภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) แต่ยอดการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
สิ่งที่น่ากังวลมากกว่ากำแพงภาษีของทรัมป์ คือผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว ได้แก่
1. คลื่นสินค้าจีนไหล: สินค้าจากจีนที่ไม่สามารถส่งไปสหรัฐฯ ได้จะทะลักเข้ามาในตลาดไทยและตลาดโลก หากสินค้าไทยสู้ไม่ได้ ผลกระทบต่อ GDP อาจสูงถึง -0.8% ถึง -0.9% ซึ่งถือเป็น 'ตัวใหญ่' ของจริงที่น่ากลัวกว่าภาษีโดยตรง
2. ความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์ (Transshipment): หากสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นฐานพักสินค้าจีนเพื่อส่งออก (Circumvention) ไทยจะเสียหายอย่างหนัก
◦ ปัจจุบันไทยมีความเสี่ยงในส่วนนี้เพียง 4-5% ซึ่งถือว่ายังบริหารจัดการได้
◦ เปรียบเทียบกับเวียดนาม: เวียดนามมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก โดยพบหลักฐานชัดเจน (Smoking Gun) ว่ามีการโฆษณาเป็นภาษาจีนชักชวนผู้ประกอบการจีนให้มาใช้เวียดนามเพื่อหลบเลี่ยงภาษีทรัมป์ จนเวียดนามต้องรีบแสดงท่าทีเข้าหาฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยง
ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กติกาใหม่ของโลก แต่คือ กติกาเปลี่ยน แต่วิธีคิดและนโยบายไม่เปลี่ยน
ในวันที่ระบบการค้าโลกทวีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความผันผวน นี่คืออาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ว่าเป็น 'จุดจบของโลกใบเดิม' (End of the old world) และเรากำลังก้าวเข้าสู่ 'จุดเริ่มต้นของโลกใบใหม่' (Beginning of the new world) ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด