thansettakij
‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย เดิมพันอนาคตในใหม่

‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย เดิมพันอนาคตในใหม่

28 ม.ค. 2569 | 08:55 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 08:55 น.

โลกการค้าเข้าสู่ยุคผันผวนถาวร SET ชี้นโยบายทรัมป์ไม่ใช่แค่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เปิด 3 ระลอกแรงกระแทกตลาดทุน พร้อมกลยุทธ์ FTA–ค่าเงิน–ซัพพลายเชน ที่ต้องจับตา

KEY

POINTS

  • นโยบายการค้าของสหรัฐฯ หรือ ‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการ ‘รีเซ็ต’ โครงสร้างเศรษฐกิจและกฎระเบียบภายในของไทย เพื่อสร้างความน่าสนใจและกลับมาเป็นเป้าหมายการลงทุนของโลกอีกครั้ง
  • ผลกระทบทางตรงจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ไม่น่ากังวลเท่าภัยคุกคามทางอ้อม โดยเฉพาะการทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน และความเสี่ยงที่ไทยจะถูกใช้เป็นฐานในการสวมสิทธิ์เพื่อส่งออกเลี่ยงภาษี
  • การจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกฎหมายภายในที่ล้าสมัย สร้างความเข้มแข็งจากภายใน และหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมนา "ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้" ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ 

ทั้งนี้ ในมุมมองส่วนตัวเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงวิกฤตที่น่ากังวล แต่คือ 'โอกาสในการรีเซ็ต (Reset)' เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นอีกครั้งในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุนโลก โดยจากการวิเคราะห์ พบว่าแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ดังนี้

  1. ระลอกที่ 1: ความตื่นตระหนกของตลาด (Market Sentiment) ในช่วงแรก ตลาดทุนมักจะตอบรับด้วยความตกใจจากความไม่แน่นอน เช่น เหตุการณ์ในเดือนมีนาคม ปี 2568 ที่หุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงทันทีหลังมีการประกาศนโยบายภาษี อย่างไรก็ตาม ตลาดจะค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติเมื่อมีความชัดเจนเกิดขึ้น เพราะ 'ตลาดทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน' แต่ถ้าหากนโยบายชัดเจนแล้ว ธุรกิจก็จะดำเนินต่อไปได้
  2. ระลอกที่ 2: ผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Impact) นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากราคาหุ้นจะสะท้อนผลประกอบการ (Earning) และความสามารถในการส่งออก ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในไทยกว่า 930 บริษัท มีรายได้จากต่างประเทศสูงถึง 40% ซึ่งในอดีตถือเป็นเสน่ห์ที่ช่วยพยุงกำไรในช่วงที่ GDP ไทยโตต่ำ แต่ในปัจจุบันกลายเป็น 'ดาบสองคม' ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
  3. ระลอกที่ 3: การย้ายฐานการลงทุน (Relocation) เป็นระยะของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนระดับโลก หรือ Friend-shoring ซึ่งไทยต้องวางตัวเป็นจุดหมายปลายทางที่พร้อมเป็นมิตรกับทุกฝ่าย

‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย เดิมพันอนาคตในใหม่

กลยุทธ์การปรับตัว: 'Now or Never'

เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ Supply Chain โลก มีกลยุทธ์สำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

  • สร้างความเข้มแข็งจากภายใน: ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อมให้เร็วที่สุด
  • หาพันธมิตรใหม่ (Trust Currency): มองหาโอกาสในการเจรจากับคู่ค้าที่ไม่เคยคุยมาก่อน เช่น จีน และอินเดีย ในรูปแบบที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win)
  • มุ่งเน้น Niche Product และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม: พัฒนาสินค้าที่เป็นความต้องการจริงและสอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
  • มองข้ามเรื่องกำแพงภาษี (Beyond Tariffs): การทำ FTA ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือการทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของแต่ละประเทศให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พลิกบทบาทจาก 'Underdog' สู่ผู้นำใหม่

ในอดีตเมื่อครั้งที่สหรัฐฯ มีปัญหากับญี่ปุ่น (Plaza Accord) ญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตมายังไทย แต่ปัจจุบัน 'เครื่องยนต์ญี่ปุ่น' เริ่มอ่อนแรงลง นี่จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องตัดสินใจว่าจะพัฒนาเครื่องยนต์ของตัวเองหรือจะหาพันธมิตรใหม่

วิกฤตคือโอกาสในการรีเซ็ต ถ้าเราสามารถรีเซ็ตได้เร็วขว้าคนอื่น ก็เป็นโอกาสของไทยที่เดิมเราเป็น Underdog จะกลับมาได้ หากเราไม่ทำอะไรเลย กราฟเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ แต่หากเราใช้จังหวะนี้ในการจัดระเบียบโครงสร้างธุรกิจและกฎระเบียบใหม่ นี่คือโอกาสทองที่จะสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับประเทศ

‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย เดิมพันอนาคตในใหม่

เจาะลึกกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจผันผวน

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การวางกลยุทธ์เพื่อหา 'ความชัดเจน' ในกติกาการค้าและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนไทย เพื่อสร้างแต้มต่อและป้องกันผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ยากจะควบคุม

1. ปรับทัพรับกติกาการค้าใหม่: ใช้ FTA เป็นเกราะป้องกัน
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะให้ผู้ประกอบการเร่งมองหา "ความชัดเจน" จากกติกาการค้าที่มีอยู่ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ไม่ควรละเลย กฎกติกาเหล่านี้คือจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความแน่นอนสูงขึ้นในภาวะที่ตลาดอื่นอาจสั่นคลอน

ประเด็นสำคัญที่ธุรกิจต้องรู้:

  • การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ: FTA หลายฉบับช่วยลดต้นทุนในกลุ่มสินค้าที่ไทยไม่สามารถผลิตเองได้ ซึ่งกลายเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตเพื่อส่งออกต่อในหลายเซกเตอร์
  • การรีเซตกฎกติกา (Reset): ทุกการเปลี่ยนแปลงของกฎการค้ามักมาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ เสมอ หากผู้ประกอบการเข้าใจและใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง
  • ขอคำปรึกษาจากรัฐ: กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกในเรื่องการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

2. บริหารความเสี่ยงค่าเงิน: ส่วนต่าง 8% ที่ไม่ควรมองข้าม
อีกหนึ่งปัจจัยวิกฤตคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบ 'ทันที' และรุนแรงกว่ามาตรการทางภาษีในบางครั้ง จากข้อมูลพบว่าแม้กำแพงภาษี (Effective Tariff Rate) จะอยู่ที่ 16.5% แต่เพียงปีเดียวที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ จากการสังเกตพอร์ตลงทุน พบว่าส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedged) และไม่ป้องกันความเสี่ยง (Unhedged) ในช่วงปีที่ผ่านมา มีความแตกต่างกันสูงถึง 8% สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะปัจจุบัน นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องมีความ Mindful และ Proactive ต่อเรื่องค่าเงินมากขึ้น

เครื่องมือจัดการความเสี่ยงในตลาดหลักทรัพย์

  • USD Futures: เครื่องมือบริหารความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์
  • USD Options: ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ซึ่งเป็นตัวเลือกสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการบริหารพอร์ต

3. จับตา 'มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี' และสินค้าทะลักตลาด
นอกจากเรื่องกำแพงภาษีแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาตีตลาดในไทย

ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

  • การพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้า: ต้องมีความเข้มงวดในการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าที่สวมสิทธิ์เพื่อรับประโยชน์ทางภาษีอย่างไม่ถูกต้อง
  • การปกป้องสินค้าในประเทศ: ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เพียงพอต่อการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น

ในโลกที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การเข้าหาศูนย์ให้คำปรึกษาเรื่อง FTA และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอด ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจและรักษาผลประโยชน์ในระยะยาว

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กล่าวว่า การเจรจาด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกากำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากมีการบรรลุกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนร่วมกัน (Joint Statement) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยสาระสำคัญคือการมุ่งเน้นรักษาอัตราภาษีให้ต่ำกว่าระดับ 19% โดยแลกกับการที่ไทยต้องยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ ครอบคลุมถึง 98-99% ของรายการสินค้าทั้งหมด

1. มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures): กำแพงที่ต้องข้าม
แม้เรื่องภาษีจะเป็นประเด็นหลัก แต่สิ่งที่ "หนักอึ้ง" กว่าคือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) ซึ่งประกอบด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายมิติ:

  • มาตรฐานสินค้า: ทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม
  • มาตรฐานแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญา: สหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมากในการเจรจาครั้งนี้
  • การค้าดิจิทัลและบริการ: รวมถึงการลดอุปสรรคด้านการลงทุน

2. ปฏิรูปกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สู่ระบบ 'Alliance Region'
หนึ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกคือการปรับเปลี่ยนกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเปรียบเสมือน 'พาสปอร์ตสินค้า' ในการรับสิทธิประโยชน์ทางการค้า

  • จากปัจจุบัน: ใช้เกณฑ์สินค้าที่ผลิตในประเทศ 100% (Wholly Obtained) หรือการแปรสภาพอย่างเพียงพอ (Substantial Transformation)
  • สู่อนาคต: กำลังเจรจาเพื่อใช้เกณฑ์ Regional Value Content (RVC) หรือสัดส่วนวัตถุดิบในภูมิภาค
  • จุดที่ต้องระวัง: นิยามคำว่า 'ภูมิภาค' ของสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ (เช่น อาเซียน) แต่เป็น 'Alliance Region' หรือกลุ่มประเทศพันธมิตรที่ได้สิทธิภาษีเท่ากันหรือน้อยกว่าเท่านั้น หากวัตถุดิบมาจากประเทศนอกกลุ่มนี้จะไม่ถูกนับรวมในสัดส่วน RVC

3. โครงสร้างภาษีซ้ำซ้อน: ภาระใหม่ของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับโครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความซับซ้อนสูงและมีการจัดเก็บแบบ 'Top-up' หรือทับซ้อนกันในหลายชั้น ดังนี้

‘ทรัมป์ เอฟเฟกต์’ ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาสรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย เดิมพันอนาคตในใหม่
4. ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน (SET)
ข้อมูลระบุว่าจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประมาณ 930 บริษัท มีถึง 357 บริษัทที่เป็นผู้ส่งออก ซึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการเหล่านี้โดยตรง อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางรายการที่ได้รับยกเว้น หากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้ หรือเป็นวัตถุดิบจำเป็นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ปัจจุบันการประชุมระดับเทคนิค (Technical Meeting) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้สอดคล้องกับกฎ RVC แบบใหม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการใช้เครื่องมือด้านถิ่นกำเนิดสินค้า

เจาะลึก "ทรัมป์ เอฟเฟกต์"

ท่ามกลางความกังวลต่อการกลับมาของนโยบายภาษีศุลกากรที่เข้มงวดของสหรัฐฯ หรือ 'ทรัมป์ เอฟเฟกต์' ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในฐานะคู่ค้าอันดับที่ 14 ของสหรัฐฯ โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) อยู่ที่ประมาณ 2.2%

แม้จะมีความกังวลเรื่องกำแพงภาษี แต่ตัวเลขการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 36% โดยกลุ่มสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, หม้อแปลงไฟฟ้า, อุปกรณ์โทรศัพท์, เครื่องจักรกล และผลิตภัณฑ์ยาง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกหลายฉบับที่สามารถนำมาใช้ปรับขึ้นภาษีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผู้ประกอบการควรศึกษาเพื่อเตรียมแผนรับมือ ดังนี้
• Immediate Options (มาตราที่ใช้ได้ทันที)
    ◦ มาตรา 122: สามารถปรับขึ้นภาษีได้สูงสุด 15%
    ◦ มาตรา 338: มีเพดานภาษีสูงสุดถึง 50% แม้มาตรานี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ยังคงเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สามารถหยิบมาใช้ได้หากสถานการณ์เปลี่ยนไป
• Plan B (มาตราเฉพาะทาง): ได้แก่ มาตรา 232, 301 และ 201 ซึ่งมักพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง, เทคโนโลยีดิจิทัล และสินค้าที่สหรัฐฯ มองว่ามีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

'Uncertainty is Certainty'

บทเรียนจากประเทศที่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไปแล้วอย่าง เกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการประกาศข้อตกลงชัดเจน แต่สหรัฐฯ ยังคงมีการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในภายหลังได้เสมอ สิ่งนี้สะท้อนว่าการเจรจาอาจไม่ได้สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ 100% ในแง่ของการขยายการลงทุนเพิ่ม

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการและผู้นำเข้า

  1. การขอคืนภาษี (Tax Refund): แนะนำให้ผู้ประกอบการรีบไปลงทะเบียน (Register/Filing) เพื่อรักษาสิทธิในการขอคืนภาษี หากศาลฎีกา (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 600 รายเริ่มดำเนินการแล้ว
  2. เฝ้าระวังรายสินค้า: สหรัฐฯ มักไม่ประกาศขึ้นภาษีกับสินค้าทุกประเภทพร้อมกัน แต่จะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral Target) เช่น ยา, เซมิคอนดักเตอร์ หรือสินค้าที่เน้นเป็นพิเศษ

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่

ในมุมมองเชิงกลยุทธ์ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและอุปสรรคพร้อมกัน:

  • โอกาส: คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นที่โดนมาตรการไปก่อนหน้า
  • อุปสรรค: คือความเร็วในการปรับตัว หากเทคโนโลยีที่เราใช้ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิม (เช่น เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นที่เริ่ม Outdate) และไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้ทันท่วงที ไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่นั้น มองว่าจำเป็นต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายการลงทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ต่อไป

ถอดรหัสกลยุทธ์ 'Make Thailand Great Again'

นอกจากนี้ ในยุคที่ระเบียบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนทิศจากการหวนคืนสู่อำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ และการกดดันจากกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างการรักษา Status Quo แบบเดิม หรือจะใช้จังหวะนี้เป็นแรงผลักดันในการ 'Reset' โครงสร้างเศรษฐกิจและกฎระเบียบภายในเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ในมุมมองทางวิชาการ การเจรจาการค้าเพื่อให้เกิดภาวะ 'Win-Win' ไม่ได้หมายถึงการที่ไทยต้องได้ดุลการค้าเสมอไป การขาดทุนการค้ากับบางประเทศอาจเปรียบได้กับการ 'จ้างแม่บ้าน' เพื่อให้เรามีเวลาไปทำงานที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า

  • สินค้าถูกและดีคือโอกาส: การนำเข้าสินค้าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี Automation ราคาถูกจากจีน เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของโรงงานไทย
  • สิ่งที่ต้องระวัง: รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการตรวจมาตรฐานสินค้า (มอก./อย.) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พบสารเคมีตกค้างสูง เช่น กรณีเสื้อผ้าจากบางแพลตฟอร์มที่พบสารพิษเกินมาตรฐานถึง 600 เท่า ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อผู้ผลิตในประเทศและผู้บริโภค

ปลดล็อกกฎหมาย 'คุณปู่' และอุปสรรคที่ทำร้ายตัวเอง

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือ กฎระเบียบที่พ้นยุคสมัย ซึ่งไทยควรเร่งแก้ไขโดยไม่ต้องรอให้ถูกกดดันจากต่างชาติ
1. กฎหมายข้าวปี 2489: กฎหมายที่มีอายุกว่า 80 ปี ซึ่งออกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อควบคุมการส่งออกข้าวเพื่อชดใช้หนี้สงคราม ปัจจุบันยังคงสร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้กับผู้ส่งออก เช่น การต้องมีสต็อกข้าวจำนวนมหาศาล
2. ภาษีวัตถุดิบที่บิดเบี้ยว:
    ◦ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: การพยายามปกป้องการปลูกข้าวโพดในประเทศนำไปสู่ปัญหาการเผาและฝุ่นควัน (PM 2.5) ซึ่งทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสุขภาพประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่อาจสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูก
    ◦ กาแฟ: ไทยเก็บภาษีเมล็ดกาแฟดิบสูงถึง 70-80% ทำให้เราเสียโอกาสในการเป็นโรงคั่วกาแฟระดับโลกเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบริการ.
3. พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว: กฎหมายที่จำกัดธุรกิจบริการเกือบครอบจักรวาล ซึ่งไม่มีการปรับปรุงอย่างจริงจังมานานกว่า 20 ปี กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเจรจา EU-FTA

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จำนวนมาก แต่ผลสำรวจกลับพบว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ "น้อยกว่าที่ควรจะเป็น".

เหตุผลที่ บจ. ไม่ใช้สิทธิ FTA

  • ความซับซ้อน: ขั้นตอนการคำนวณถิ่นกำเนิดสินค้ามีความยุ่งยากและต้องใช้ทรัพยากรบุคคลสูง.
  • ข้อจำกัดด้านขนาด: บริษัทขนาดใหญ่ใน SET50 มีความพร้อมมากกว่า ขณะที่บริษัทขนาดเล็กหรือในตลาด MAI มักขาดบุคลากรเฉพาะทาง

ประสานเสียง 'Make Thailand Great Again'

กรมการค้าต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังร่วมมือกันเพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้ โดยนำเทคโนโลยี AI Chatbot และระบบ DFP Smart One มาช่วยให้การตรวจสอบสิทธิประโยชน์และถิ่นกำเนิดสินค้าทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด

โอกาสในการเติบโตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายใน 2 ด้านหลัก คือ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และ การสรุปผล EU-FTA หากไทยสามารถก้าวข้าม 'คอขวด' ทางการเมืองและกฎระเบียบเดิมๆ ได้ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเป็นการ Elevate ประเทศไทยให้กลับมามีแต้มต่อเหนือคู่แข่งในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ไทยต้องเร่งปรับ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ผลกระทบจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ (Trump Tariff) พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในตอนแรก แต่มีจุดเสี่ยงสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

แม้จะมีนโยบายการจัดเก็บภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) แต่ยอดการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

  • ยอดส่งออกพุ่งสวนกระแส: ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา สินค้าไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 30% โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการสร้าง Data Center ในสหรัฐฯ
  • แต้มต่อด้านอัตราภาษี: ผลการจำลองสถานการณ์ (Simulation) พบว่าไทยมี 'แต้มต่อ' เล็กน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม
  • อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate): แม้อัตราภาษี Reciprocal Tariff จะอยู่ที่ 19% แต่เมื่อคำนวณถ่วงน้ำหนักกับสินค้าที่ได้รับยกเว้น (เช่น ดิสก์ไดรฟ์ที่เป็น 0%) อัตราภาษีจริงที่ไทยถูกจัดเก็บเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 16.5% เป็น 17.6% เท่านั้น
  • กระทบ GDP เพียง 0.3%: ผลกระทบโดยตรงต่อ GDP ไทยประเมินไว้ที่ประมาณ -0.3% ซึ่งเป็นการทยอยเกิดในระยะเวลา 3 ปี หรือเฉลี่ยเพียงปีละ -0.1% ซึ่งถือว่าไม่เสียหายใหญ่โต

'สินค้าจีนทะลัก' และ 'การสวมสิทธิ์': ภัยคุกคามที่แท้จริง

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่ากำแพงภาษีของทรัมป์ คือผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรงกว่าหลายเท่าตัว ได้แก่
1. คลื่นสินค้าจีนไหล: สินค้าจากจีนที่ไม่สามารถส่งไปสหรัฐฯ ได้จะทะลักเข้ามาในตลาดไทยและตลาดโลก หากสินค้าไทยสู้ไม่ได้ ผลกระทบต่อ GDP อาจสูงถึง -0.8% ถึง -0.9% ซึ่งถือเป็น 'ตัวใหญ่' ของจริงที่น่ากลัวกว่าภาษีโดยตรง
2. ความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์ (Transshipment): หากสหรัฐฯ มองว่าไทยเป็นฐานพักสินค้าจีนเพื่อส่งออก (Circumvention) ไทยจะเสียหายอย่างหนัก
    ◦ ปัจจุบันไทยมีความเสี่ยงในส่วนนี้เพียง 4-5% ซึ่งถือว่ายังบริหารจัดการได้
    ◦ เปรียบเทียบกับเวียดนาม: เวียดนามมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก โดยพบหลักฐานชัดเจน (Smoking Gun) ว่ามีการโฆษณาเป็นภาษาจีนชักชวนผู้ประกอบการจีนให้มาใช้เวียดนามเพื่อหลบเลี่ยงภาษีทรัมป์ จนเวียดนามต้องรีบแสดงท่าทีเข้าหาฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยง

กติกาเปลี่ยน วิธีคิดต้องเปลี่ยน

ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กติกาใหม่ของโลก แต่คือ กติกาเปลี่ยน แต่วิธีคิดและนโยบายไม่เปลี่ยน

  • มุมมองการลงทุน: นักลงทุนควรจับตาอุตสาหกรรมที่สามารถปรับตัวตามความต้องการใหม่ของตลาดโลกได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และต้องระมัดระวังอุตสาหกรรมที่ถูกสินค้าจีนดัมพ์ตลาด
  • หัวใจสำคัญ: หากไทยยังคงใช้นโยบายเดิมในวันที่โลกเปลี่ยนไป เราจะถดถอยและแย่กว่าเดิม แต่หากปรับวิธีคิดและกติกาใหม่ นี่จะเป็นโอกาสให้ไทยกลับมาได้อีกครั้ง

ในวันที่ระบบการค้าโลกทวีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความผันผวน นี่คืออาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ว่าเป็น 'จุดจบของโลกใบเดิม' (End of the old world) และเรากำลังก้าวเข้าสู่ 'จุดเริ่มต้นของโลกใบใหม่' (Beginning of the new world) ซึ่งภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด