thansettakij
'ดร.กอบศักดิ์' เตือนรับมือโลกยุค Never Normal เร่งปรับตัวทิ้งบุญเก่า เกาะ New S-Curve

'ดร.กอบศักดิ์' เตือนรับมือโลกยุค Never Normal เร่งปรับตัวทิ้งบุญเก่า เกาะ New S-Curve

28 ม.ค. 2569 | 08:08 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 08:08 น.

โลกเข้าสู่ยุค 'Never Normal' สงครามเทคโนโลยีมหาอำนาจเขย่าเศรษฐกิจไทย ดร.กอบศักดิ์ เตือนตลาดทุน ค่าเงิน และการส่งออกผันผวนหนัก แต่โอกาสทองในวิกฤต

KEY

POINTS

  • ดร.กอบศักดิ์เตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค 'Never Normal' ที่มีความผันผวนรุนแรงจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปอีกอย่างน้อย 3 ปี
  • ผลกระทบจากสงครามการค้าจะสั่นสะเทือนเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ตลาดทุน, ภาคการส่งออก, การย้ายฐานการผลิต และการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์
  • แนะผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวทิ้งเศรษฐกิจรูปแบบเดิม และหันไปเกาะกระแสอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่เป็นโอกาส เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub), อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center)

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยในงานสัมนา "ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้" ในหัวข้อ "แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า : ภาษีสหรัฐและผล กระทบต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า โลกที่เราเคยรู้จักได้จบลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า 'Never Normal' หรือความผันผวนแบบสุดขั้ว

ต่อจากนี้โลกจะเผชิญกับสภาวะมังกรเล่นน้ำที่พร้อมจะพ่นไฟและฟาดหัวฟาดหางตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กอยู่ยากหากไม่ปรับตัว

โลกใหม่ที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

ดร.กอบศักดิ์ ระบุว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงอันตรายจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ ซึ่งจะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 3 ปี โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ดังนี้

  • Napkin Agreement: ข้อตกลงทางการค้าในปัจจุบันเปรียบเสมือน 'เศษกระดาษ' (Napkin Trade Agreement) ที่ผู้นำมหาอำนาจสามารถขยำทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามความพึงพอใจ
  • มาตรการภาษีรูปแบบใหม่: การใช้ Secondary Tariff และ Tertiary Tariff จะเข้มข้นขึ้น เช่น ใครที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรืออิหร่าน หรือทำธุรกิจกับคนที่ทำธุรกิจกับประเทศเหล่านี้ อาจโดนกำแพงภาษีตั้งแต่ 25% ไปจนถึง 500%
  • Extreme Polarization: โลกกำลังแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สหรัฐฯ vs จีน) และประวัติศาสตร์ชี้ว่า 80% ของการเปลี่ยนมือมหาอำนาจมักจบลงด้วยสงครามหากการสู้ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไม่รู้ผล

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

4 ระลอกคลื่นกระทบเศรษฐกิจไทย

แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าและเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติหลัก ประกอบด้วย

  1. ตลาดทุนและสินทรัพย์: ความผันผวนในหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ถึงระดับ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงมกราคม) เนื่องจากการหนีออกจากดอลลาร์
  2. ภาคการส่งออกและ Real Sector: เมื่อจีนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ไม่ได้ สินค้าจีนราคาถูกจะหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนและไทยมากขึ้น (Overcapacity)
  3. การย้ายฐานการผลิต (Relocation): เม็ดเงิน FDI กำลังไหลออกจากจีนมุ่งสู่ไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภารกิจที่ไทยต้องรับมือ
  4. Dedollarization: กระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความยากลำบากจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนตัว

โอกาสทองในวิกฤต

แม้เศรษฐกิจเดิมจะชะลอตัว แต่ไทยกำลังก้าวสู่ 'ฐานการผลิตใหม่' ที่น่าสนใจ อาทิ

  • Electronics & PCB: ปัจจุบันไทยเป็น Top 5 ของโลก ในด้านการผลิต PCB และกำลังสร้าง Ecosystem ของ Semiconductor
  • EV Hub: บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโลกย้ายมาอยู่ที่ไทยเกือบหมดแล้ว คาดว่าจะทำให้ยอดผลิตรถยนต์พุ่งสู่ระดับ New High ที่ 2.5 ล้านคันในอนาคต
  • Data Centers & Regional Headquarters: มีบริษัทข้ามชาติกว่า 500 แห่งย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ไทย รวมถึงการย้ายจากสิงคโปร์เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
  • New Markets: ตลาดอินเดีย บังคลาเทศ และตะวันออกกลาง คือโอกาสใหม่ที่ไทยต้องเร่งเข้าไปเจาะตลาด

'อย่าหลอกตัวเอง'

ดร.กอบศักดิ์ ฝากข้อคิดเตือนใจผู้ประกอบการและนักลงทุนว่า 'อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ (มหาอำนาจ)' โดยควรดำเนินการดังนี้

  • ยอมรับความจริง: เทคโนโลยีเก่า (เช่น ยุคญี่ปุ่น) กำลังหมดไป เศรษฐกิจอาจไม่โตในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Sector ใหม่
  • ลงทุนพอประมาณ: ในสภาวะ 'ว่ายน้ำไม่แข็ง' ไม่ควรทุ่มเงินจนหมดตัว ให้ลงทุนแบบ 'ตามไปดู' และรักษาสภาพคล่อง
  • หาพันธมิตรใหม่: ลดสัดส่วนความพึ่งพิงจากตลาดเดิม และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่พร้อมเปิดรับเพื่อนอย่างไทย

มรสุมกำลังมาถึงเราแน่ และโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การเร่งตัดสินใจและเปลี่ยนผ่านสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เรากลับมาคึกคักได้อีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า