

KEY
POINTS
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยระบุว่า มีกำไรสุทธิรวมของบริษัทและบริษัทย่อยอยู่ที่ 64,632 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 80,761 ล้านบาท หรือลดลง 16,129 ล้านบาท คิดเป็น 20.0%
สำหรับการปรับตัวของกำไรสุทธิในงวดดังกล่าว มีสาเหตุจากการหดตัวของผลกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งลดลง 44,986 ล้านบาท หรือ 14.8% เมื่อเทียบกับ 9เดือนของปี 2567
อย่างไรก็ดี เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสภาวะตลาดพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน ปตท. ดำเนินการตามแผนบริหารพอร์ตและการปรับโครงสร้างธุรกิจ (Asset Monetization) เพื่อลดการถือครองทรัพย์สินที่ไม่สร้างผลตอบแทน เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจที่เป็นแกนหลัก และตั้งฐาน Infrastructure Flagship (เช่น การรวมทรัพย์สินใน PTT Tank) เพื่อสร้าง Synergy และเสริมสภาพคล่องระยะยาว
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ระบุถึงทิศทางและแผนกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. ว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นต้นไป กลุ่ม ปตท. กำลังอยู่ในช่วงการปรับพอร์ตการดำเนินงาน (Portfolio Optimization) เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โดยมุ่งเน้นการทบทวนกลยุทธ์ทั้งในธุรกิจหลัก (Hydrocarbon) และธุรกิจใหม่ (Non-Hydrocarbon) เพื่อกำจัดจุดอ่อนและเสริมสร้างจุดแข็ง ซึ่งจะมีการปิดบริษัทไร้กิจกรรม-ขายธุรกิจนอกสายตา ยุติ-เลิกกิจการบริษัทที่ไม่สร้างผลตอบแทน
ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในการยุติการลงทุนและเลิกกิจการในบริษัทย่อยที่ไม่สร้างผลตอบแทน หรือไม่มีกิจกรรมทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญแล้ว เพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการและทำให้โครงสร้างกลุ่มบริษัทมีความคล่องตัวขึ้น โดยมีความเคลื่อนไหวทางการเงินและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญ ประกอบด้วย
นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทอื่น เช่น T-ECOSYS, PTTGE TH และ Swap & Go ที่เตรียมเลิกกิจการภายในปี 2569 โดย ปตท. ยืนยันว่า การปิดตัวของบริษัทเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานหลัก
สำหรับกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตคือ Asset Monetization (A1) หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินที่มีอยู่ โดยในไตรมาส 3/2568 ปตท. ได้เริ่มดำเนินการรวมทรัพย์สินด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่กระจัดกระจาย เช่น ถังเก็บน้ำมัน ท่าเทียบเรือ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เข้ามาไว้ภายใต้การบริหารจัดการของ บริษัทพีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)
โดยมีเป้าหมายคือ การยกระดับ PTT Tank ให้เป็น Infrastructure Flagship ของกลุ่ม ปตท. เพื่อให้เกิดการบูรณาการ (Synergy) ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดย PTT Tank จะเข้าซื้อทรัพย์สินและดำเนินการให้เช่าหรือให้บริการกลับแก่บริษัทในกลุ่มอย่าง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) และร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมกับ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) เพื่อบริหารทรัพย์สินระยะยาว รวมถึงการที่ PTT Tank เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด (TTT) จาก GC อีกด้วย
ขณะที่กลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) ซึ่งเป็น New S-Curve ปตท. ได้ปรับแผนกลยุทธ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายงานภายใต้นโยบายการพึ่งพาแหล่งเงินทุนของตนเอง (Self-funding) เพื่อลดภาระการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทแม่โดยตรง
นอกจากนี้ ปตท. ได้อนุมัติการปรับโครงสร้างการถือหุ้นใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) โดยทยอยจำหน่ายหุ้นบางส่วนไม่เกิน 2% ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ส่งผลให้สถานะของ Lotus เปลี่ยนจากบริษัทย่อย มาเป็นบริษัทร่วม (Associated Company) ของ ปตท. โดยยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ไม่ต่ำกว่า 36% ผ่าน INBA
การปรับสถานะดังกล่าวเป็นการทำให้ Lotus มีความคล่องตัวในการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ โดยล่าสุด ปตท. ได้สนับสนุนให้ Lotus เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US) ซึ่งเป็นดีลขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 658 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ Self-funding ที่ให้บริษัทลูกเติบโตด้วยตัวเอง