thansettakij
thansettakij
จับตา BOJ หลังเงินเยนอ่อนหนัก กระทบส่งออกไทยไปญี่ปุ่น

จับตา BOJ หลังเงินเยนอ่อนหนัก กระทบส่งออกไทยไปญี่ปุ่น

29 พ.ย. 68 | 10:39 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ย. 68 | 10:39 น.

ตลาดเงินจับตา BOJ หลังเงินเยนอ่อนหนักสุดในรอบปี เทียบริงกิต -11% บาท -10% นักกลยุทธ์เตือนระยะสั้นผันผวนสูง แต่ระยะกลางมีโอกาสรีบาวด์แตะ 22 บาทต่อ 100 เยน

ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้เยนอ่อนเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินในเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินริงกิตของมาเลเซียราว -11% และเมื่อเทียบกับเงินบาท -10% ขณะที่อ่อนค่าเทียบหยวน -5.4% เงินด่ง -0.3% แต่กลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับรูเปียห์ +0.7% และเงินวอนเกาหลีใต้ +1% 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ต้นปี เงินเยนอ่อนค่าจากระดับราว 22 บาทต่อ 100 เยน มาอยู่ที่ประมาณ 20.60 บาทต่อ 100 เยนในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเยนไม่ได้ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่จะเดินทางมาไทยโดยตรง แต่มีแนวโน้มทำให้ค่าใช้จ่ายบางส่วนสูงขึ้นในทันที แม้โดยรวมราคาสินค้าและบริการในประเทศไทยยังปรับขึ้นไม่มากนัก จึงทำให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอาจยังไม่รู้สึกถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

ในทางกลับกัน สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น แม้อัตราแลกเปลี่ยนดูเหมือน “ถูกลง” แต่ต้นทุนโดยรวมกลับสูงขึ้นจากราคาที่พักและสินค้าในญี่ปุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง 

ประเด็นที่ต้องจับตาคือ หากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน จะยิ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยไปยังตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าของไทยจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย

เช่น จีน ซึ่งครองสัดส่วนการนำเข้าของญี่ปุ่นถึง 23% ตามด้วยเกาหลีใต้ 4–5% และกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีสัดส่วน 3–4% 

“ในภาพรวม สินค้าไทยอาจแข่งขันกับสินค้าจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ได้ยากขึ้น” นายพูนระบุ 

สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ตลาดยังคงมุมมองเดิมว่า เงินเยนมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นในระยะกลางถึงยาว จากทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่กำลังเข้าสู่วัฏจักรการลดดอกเบี้ย โดยคาดว่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบันบริเวณ 156 เยนต่อดอลลาร์ ไปสู่โซน 140–145 เยนต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2569  

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น เงินเยนยังมีความเสี่ยงผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ท่าทีของ BOJ ต่อการขึ้นดอกเบี้ย การเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น รวมถึงการปรับสถานะการลงทุนของผู้เล่นในตลาด หากเฟดเปลี่ยนท่าทีจากที่ตลาดคาดและคงดอกเบี้ยเพิ่มเติม  

ขณะที่ BOJ ยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนในการขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนอาจกลับมาอ่อนค่าลงไปทดสอบระดับ 158–159 เยนต่อดอลลาร์ และอาจลงลึกถึง 160–162 เยนต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง ซึ่งระดับดังกล่าวมีโอกาสกระตุ้นให้ทางการญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น 

ขณะเดียวกัน หากเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) ในตลาดโลก เช่น ความกังวลต่อหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ หรือความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว รวมถึงกรณีที่ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ อาจทำให้เกิดการเร่งปิดสถานะการลงทุนในกลยุทธ์ Yen Carry Trade และทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้ถึงระดับ +10% 

เมื่อเทียบกับเงินบาท มองว่า เงินเยนยังอยู่ในระดับ “ถูก” พอสมควร และหากสถานการณ์เป็นไปตามคาด เงินเยนมีโอกาสทยอยแข็งค่ากลับขึ้นมาที่ระดับ 22 บาทต่อ 100 เยน ในช่วงไตรมาส 2–3 ของปีหน้า โดยเฉพาะในกรณีที่เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติม จากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ 

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมเงินเยนในช่วงที่อ่อนค่า (Buy on Dip) และควรพิจารณาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น Options ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากระดับความผันผวนของเงินเยนยังอยู่ในระดับสูง 

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,153 วันที่ 30 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568