thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้6พ.ย. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ  32.50 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้6พ.ย. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

06 พ.ย. 68 | 01:04 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 68 | 03:43 น.

ค่าเงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าอยู่ หรือ เคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up จากปัจจัยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หรือจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ มองกรอบในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.60 บาท/ด อลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 6พ.ย.2568 ที่ระดับ  32.50 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  32.54 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) อาจถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์เริ่มชะลอการแข็งค่าขึ้น ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และ

มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เชื่อว่า สุดท้ายศาลสูงสุด (Supreme Court) อาจมีคำสั่งเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้กฎหมาย IEEPA ซึ่งทำให้ความกังวลเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ กลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากขึ้นได้

แต่โดยรวม เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk หรือพร้อมปรับตัวได้ทั้งสองทิศทาง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะขึ้นกับการทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน ซึ่งในช่วงที่ ตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเป็นตัวเลือกของตลาดในการถือครองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) แทนที่จะเลือกถือทองคำ

 

เนื่องจากโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลง แต่ความเสี่ยงการอ่อนค่าของเงินบาทก็ยังมีอยู่ (ไม่ว่าจะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หรือจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ) ทำให้ เราเรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง และอาจเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up

 แต่การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจถูกจำกัดตั้งแต่โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวต้านถัดไป 32.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่ เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนนัก

 หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้นำเข้า ต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์บ้าง อย่างในช่วงโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ถึงจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่มีแนวโน้มชัดเจนอีกครั้ง

และเนื่องจาก ความผันผวนของเงินบาทได้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ และประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court)

ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down ใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.56 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยจังหวะการรีบาวด์สูงขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่พยายามรีบาวด์ขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้าน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ส่วนเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนตุลาคม ที่เพิ่มขึ้น 4.2 หมื่นราย ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ +3.2 หมื่นราย และพลิกจากที่ลดลงถึง 2.9 หมื่นราย ในเดือนกันยายน

ส่วนดัชนี ISM ภาคการบริการในเดือนตุลาคม ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.4 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัวของภาคการบริการ) ดีกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งภาพดังกล่าวก็หนุนให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม (ล่าสุด มองว่า เฟดมีโอกาสราว 61% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประขุมเดือนธันวาคม)

ทว่า เงินดอลลาร์ก็ย่อตัวลงบ้าง ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court) มีโอกาส 74% (จาก Polymarket) ที่จะยืนคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ที่ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act 1977 (IEEPA) ซึ่งอาจนำไปสู่การระงับมาตรการภาษีนำเข้าและมีโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องชดเชยภาษีนำเข้าที่ได้เรียกเก็บก่อนหน้า

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น ตอบรับทั้งรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด

นอกจากนี้ การรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นเดียวกันกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court)

มีแนวโน้มที่อาจมีคำสั่งให้เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้กฎหมาย IEEPA  ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.65%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 รีบาวด์ขึ้น +0.23% สอดคล้องกับการบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวดีขึ้น นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป

อาทิ รายงานผลประกอบการของ BMW +6.9% ซึ่งมีส่วนหนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มยานยนต์ด้วยเช่นกัน ขณะที่กลุ่ม Healthcare เผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงของ Novo Nordisk -4.5% หลังบริษัทมีการปรับลดคาดการณ์รายได้

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.15% ตอบรับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

สอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม (แต่ต้องจับตาบรรยากาศในตลาดการเงินด้วยเช่นกัน เพราะหากเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยงด้วย ก็อาจชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้)

โดยหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้จริง เราก็ยังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) ส่วนผู้ที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ระยะยาว ก็สามารถ Let Profits Run ได้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด

ทว่า เงินดอลลาร์ก็เผชิญแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง หลังตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดก็เริ่มคาดหวังว่า ศาลสูงสุดอาจมีคำสั่งให้เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ใช้กฎหมาย IEEPA ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจกระทบต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ได้ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถว 100.2 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 100.1-100.4 จุด)

 ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะทยอยเปิดรับความเสี่ยง แต่การย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ กอปรกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่กังวลต่อแนวโน้มการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีส่วนช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) รีบาวด์สูงขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นการปรับตัวขึ้นอย่างจำกัด ก่อนที่จะแกว่งตัวแถวโซน 3,980-3,990 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึงเรา ยังคงประเมินว่า BOE อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.00% ในการประชุมครั้งนี้

ทว่า ต้องจับตาการส่งสัญญาณของ BOE ต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า BOE มีโอกาสราว 62% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้

และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งภาคเอกชนได้ทยอยประกาศมาพอควรแล้ว

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึง พัฒนาการของสถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ หลังเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown และเริ่มมีการไต่สวนคดีมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยศาลสูงสุด (Supreme Court)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.46-32.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.00 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยสอดคล้องกับภาพรวมสกุลเงินและสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งเอเชีย หลังจากที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ หลายท่านมีท่าทีไม่มั่นใจต่อความชอบด้วยกฎหมายของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกเก็บภาษีศุลกาการจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ดี  ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังไม่ประกาศคำตัดสินและกระบวนการพิจารณาอาจต้องดำเนินต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังย่อตัวลงเล็กน้อย หลังจากที่ปรับแข็งค่ารับปัจจัยบวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไปแล้ว (ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เพิ่มขึ้น 4.2 หมื่นรายในเดือน ต.ค. ตลาดคาดที่ 3.2 หมื่นราย ขณะที่ ดัชนี ISM ภาคการบริการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไปที่ระดับ 52.4 ในเดือนต.ค.) 
 
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชีย และผลการประชุม BOE