
ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1,125.37 จุด หลังมีสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้จบ
ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่ง 1,125.37 จุด หลังมีสัญญาณสงครามอิหร่านใกล้จบ ทำให้นักลงทุนกลับเข้าศื้อหุ้นกันอย่างคึกคัก
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น 1,125.37 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติลง
- ปัจจัยบวกมาจากการที่ผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่านต่างแสดงท่าทีที่พร้อมจะเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง
- สถานการณ์ที่คลี่คลายลงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในวันอังคาร (31 มี.ค.) หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติลง
ซึ่งทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคัก หลังจากในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 46,341.51 จุด เพิ่มขึ้น 1,125.37 จุด หรือ +2.49%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,528.52 จุด เพิ่มขึ้น 184.80 จุด หรือ +2.91% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,590.63 จุด เพิ่มขึ้น 795.99 จุด หรือ +3.83%
โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจากหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า พร้อมที่จะยุติการโจมตีอิหร่าน แม้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่ เนื่องจากมองว่าการใช้กำลังบีบบังคับให้อิหร่านเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันดังกล่าว อาจทำให้สงครามยืดเยื้อไปจากกรอบเวลาที่เขากำหนดไว้
สื่อหลายสำนักรายงานล่าสุดว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน เปิดกว้างต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม หากมีการรับประกันตามเงื่อนไขของอิหร่าน
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอิหร่านเคยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ในช่วงต้นเดือนมี.ค.ว่า หนทางเดียวที่จะยุติสงครามนี้ ซึ่งถูกจุดชนวนโดยระบอบไซออนนิสต์และสหรัฐฯ คือการยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน การชดใช้ค่าเสียหาย และการมีหลักประกันระหว่างประเทศที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการรุกรานในอนาคต
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าสงครามอิหร่านใกล้จะยุติลง หลังจากสงครามที่กินเวลานานนับเดือนได้ฉุดดัชนีดาวโจนส์, S&P500 และ Nasdaq ร่วงลงอย่างหนักในเดือนมี.ค. เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะผลักดันราคาเชื้อเพลิงพุ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ตลอดเดือนมี.ค. ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 5.1% ซึ่งเป็นสถิติรายเดือนที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565
ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 5.4% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 4.8% ส่วนตลอดไตรมาส 1/2569 ดัชนี S&P500 ร่วงลง 4.6%
ส่วนดัชนี Nasdaq ดิ่งลง 7.1% และดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 3.6%
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดบวกในวันอังคาร นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารทะยานขึ้น 4.4% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 4.24% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 1.1% ตามทิศทางราคาน้ำมัน
หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 5.6%, หุ้น Alphabet พุ่งขึ้น 5.1% และหุ้น Meta Platforms ทะยานขึ้น 6.7%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 358,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 6.882 ล้านตำแหน่งในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2563 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 6.918 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.24 ล้านตำแหน่งในเดือนม.ค.
ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หลังจากลดลง 92,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. นอกจากนี้ คาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4% ในเดือนมี.ค.






