
สร้างโอกาส - ลดขั้นตอน - แก้กฎหมายโจทย์ท้าทายทุนต่างชาติ
ครบ 2 ปีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาบริหารประเทศ ในสายตานักลงทุนต่างชาติมีมุมมองต่อนโยบายต่างๆ ที่ถูกนำมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สแตนลีย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) และผู้จัดการอาวุโสบริษัท ทุนเท็กซ์ เท็กซ์ไทล์ (ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งผ่านประสบการณ์โชกโชนในการลงทุนด้านสิ่งทอทั้งในประเทศไทยกัมพูชาและเวียดนาม ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า
ประเมินผลงานรัฐบาลอย่างไร
โดยภาพรวมมองว่า ปัญหาไม่มี วิสัยทัศน์ไปได้ แต่ต้องดูที่แนวทางในการปฏิบัติว่าทำให้เกิดขึ้นจริงได้แค่ไหน จากไอเดียต่าง ๆ ที่มาจากทีมเศรษฐกิจชุดที่แล้วไม่ว่าจะเป็น สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศการโปรโมตบริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย นโยบายดิจิตอลอีโคโนมี สตาร์ตอัพไทยแลนด์ การเร่งรัดลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งพูดกันมาแยะ สิ่งสำคัญต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือเชนจ์
ถามว่าที่ผ่านมาทำได้แค่ไหน ผมมองว่าการลงมือปฏิบัติจริงอยู่ที่ 50-50 ก็เข้าใจได้ว่าปัญหาหลายอย่างไม่ได้เกิดในวันเดียว ปัญหาเก่าก็ยังมีอยู่ แต่รัฐบาลยังมีเวลากว่าจะเลือกตั้งก็อีกปีหรือสองปีตามโรดแมฟ ซึ่งยังมีเวลาปฏิบัติให้เกิดผลมากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องลงทุน มีการพูดถึงโครงการรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง แต่การเจรจายังไม่จบ ซึ่งถ้าไม่มีอินฟาสตรัคเจอร์ ประเทศก็พัฒนาได้ยากจึงอยากเห็นความชัดเจนและมีความต่อเนื่อง
มองอย่างไรกับการเปิดอาเซียน
สมัยโน้น FDI (Foreign Direct Investment) การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในเซ้าท์อีสเอเซียไม่มีทางเลือก มีไทย ฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย แต่เวลานี้มีอาเซียน 10 ประเทศทุกประเทศเปิดรับนักลงทุน เรามีคู่แข่งแยะ นโยบายจึงต้องชัด ต้องมีพันธมิตร ใครมีเพื่อนแยะย่อมได้เปรียบ เพราะโลกมีการแข่งขัน เมื่อก่อนจีนเคยหลับ แต่เดี่ยวนี้เมืองใหญ่อย่างเซียงไฮ้มีนักลงทุนต่างชาติมากมาย
และผมมองว่าประเทศไทยต้องเปิดรับการลงทุน ทั้งเข้าและออกเป็นทูเวย์ และสังคมต้องเปิดใจรับ เพราะยิ่งเปิดก็ยิ่งได้ นอกจากนี้ทุกประเทศมี ซอฟท์เพาเวอร์ ไทยมีไทยเนสก็ต้องหยิบยกขึ้นมา เพิ่มมูลค่าให้ตัวสินค้า ต้องพัฒนาคุณภาพและสร้างเรื่องราว เช่น กระเป๋านารายา ซึ่งเป็นที่นิยมของต่างชาติ จำเป็นที่จะต้องพัฒนารูปแบบของสินค้าจากระบบเก่า OEM มาสู่ ODM หรือ Original Design Manufacturer
ส่วนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันเป็นชาวพุทธส่วนมาก มีการติดต่อกันโดยทางพื้นดิน การขยายตลาดจึงทำได้ง่ายกว่า ยิ่งไทยเปิดตลาด เราเป็นแหล่งผลิตยิ่งเปิดก็ยิ่งส่งออกได้มาก เป็นอินเมอร์จิง (emerging )มาร์เก็ตหรือตลาดเปิดใหม่ แต่เราต้องมีวีธีการเจรจา
"ถ้าการค้าชายแดนทำได้ง่ายสินค้าจากไทยก็จะขายได้มากขึ้น เพราะสินค้าไทยเป็นที่นิยมของประเทศเพื่อนบ้าน และขายได้ราคา ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าหลายอย่าง ไปกลัวทำไม ปัญหาที่เกิดขึ้นผมว่าอยู่ที่การสื่อสาร สิงคโปร์ไม่เคยทะเลาะกับใครค้าขายอย่างเดียว หน้าที่ของรัฐคือการเจรจา การเปิด ซีแอลเอ็มวี เรามองเป็นโอกาส ไม่ใช่คู่แข่ง"
ปัญหาในเวียดนามมีทางออกอย่างไร
อย่างไรก็ดีการที่เวียดนามมีการเจรจาเข้าไปร่วม (TPP ) Trans- Pacific Partnership หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค การเจรจาได้เงื่อนไขที่ดี เรามองว่าเขาเก่ง คนก็แห่กันไปลงทุน เพื่อหวังสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงคนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามมาก แต่ถูกมองว่าไทยไม่ค่อยแฟรนด์รี่ ทั้งที่บิ๊กซีเข้าไปร่วมหุ้นขยายตลาด ดังนั้นต้องทำความเข้าใจ การเข้าไปลงทุนจะได้วิน วิน
กรณีของเวียดนาม กลุ่มนักลงทุนไทยก็ได้ร่วมตัวกัน เป็น ไทย-เวียดนาม บิสิเนส คอนเซ้าท์แตนท์ ขึ้นเพื่อทำ ซีเอสอาร์ ซี่งผมก็ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย การเข้าไปลงทุนต้อง มีทั้งให้และรับ (กีฟท์แอนด์เทค) ต้องเจรจาให้ถูก ต้องสร้างความผูกพันเหมือนญี่ปุ่นหรืออเมริกาที่เข้ามาลงทุนก็ต้องสร้างความผูกพันที่ดีกับคนในท้องถิ่น
อะไรเป็นอุปสรรคของนักลงทุนต่างชาติ
สิ่งที่ยังเป็นปัญหาสำหรับโอกาสการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของกฏระเบียบ ขั้นตอนและกฏหมายที่มีมากจนเกินไป เวลานี้แม้จะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศเข้ามาแก้ไขแล้ว โดยบริษัทนี้เป็นมืออาชีพเคยช่วยประเทศเกาหลี ประสบผลสำเร็จมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี หากจะลดกฏระเบียบต่าง ๆ เมื่อก่อนเข้าใจได้ว่าต้องมีเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ แต่เดี่ยวนี้โลกเปลี่ยนเป็น ดิจิตอล เวิล์ด การสื่อสารออนไลน์ การตั้งกติกามากเกินไป ไม่ได้แล้ว ทุกอย่างต้องสะดวกก็มีโอกาส ค้าขายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนการขนส่งสินค้า เข้า-ออกศุลกากร ทำไมเอกสารถึงแยะไปหมด
"เราต้องทำให้เหมือนการขอพาสปอร์ตขอวันนี้พรุ่งนี้ได้ ทำได้ไหม ถ้าทำได้ประสิทธิภาพในการแข่งขันก็ดีขึ้นด้วย นักลงทุนมองว่าที่ไหนที่กฏกติกาน้อยเขาก็เลือกไปลงทุนที่นั่น"
ส่วนการที่รัฐบาลชักชวนให้เอกชนลงทุน แบบ พีพีพี Public Private Partership หลายประเทศก็มีการพูดถึง เพราะรู้ดีกว่าหลายอย่างรัฐบาลทำเองไม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน ว่าจะให้เอกชนลงทุนอย่างไร ผมได้ยินมา 2ปีแล้วแต่ตอนนี้ยังไม่เกิด ยังไม่เห็นโครงการไหนเปิดให้ลงทุนแบบ พีพีพี
ต่างชาติมองการลงทุนในไทยอย่างไร
ในมุมมองต่างชาติ มองว่า Public Procurement การจัดซื้อ จัดจ้าง ยังไม่โปร่งใสพอ ถ้าไม่เปิด โอกาสก็น้อยต้องสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ถ้ามีข้อกำหนดแยะก็ทำงานยาก ต้องฟรีมาร์เก็ต เปิดตลาดและให้มีความโปร่งใส แต่ เรากลับกลัวที่จะเปิดตลาด ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยแยะ เพราะไทยเปิดประเทศก่อนเพื่อนบ้าน ผมรู้ดีเพราะเป็นประธานหอการค้าฯ แต่จะทำอย่างไรให้เขาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ต้องสร้างบรรยากาศหรือมีอินเซ็นทีฟมาช่วย
"ในปี 80 ถ้าไม่เราไม่เปิด อีสเทอร์ซีบอร์ด ก็จะไม่มีอุตสาหกรรม รถยนต์ ไม่มียาง อะไหล่ ซัพพลายเชน ดังนั้นอย่ากลัวที่จะเปิด 30 ปีที่แล้วประเทศไทยแรงงานถูก แต่ตอนนี้ไม่ถูก เพราะของถูกมาถึงจุดหนี่งก็ไม่ใครเอา ต้องพัฒนาของที่ขายได้ การทำตลาดมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีสินค้าใหม่ ต้องขยายตลาด พัฒนาคน พัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจ "
เวลานี้มีหลายบริษัทของคนไทยขยายการลงทุนไปต่างประเทศและประสบผลสำเร็จมาก เช่นทียูเอฟ กลายเป็นเบอร์หนึ่งของปลาทูน่าโลก มิตรผล เอสซีจี ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เซ็นทรัล เบียร์ช้าง ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องทำแบบ บิ๊กบราเดอร์ / สมอล บราเดอร์ คือบริษัทใหญ่ออกไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องดึงบริษัทเล็กขึ้นมา เหมือนพี่ช่วยน้อง
สตาร์ทอัพไทยแลนด์ต้องผลักดันอย่างไร
สตาร์ทอัพ ต้องสร้างโอกาสไม่ใช่แค่เอ็สเอ็มอี ไม่ใช่อินโนเวชัน อย่างเดียว แต่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ทำให้เกิดขึ้น อะไรคือสตาร์อัพ? ต้องไปดูอย่างเมริกา กูเกิล ไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล เมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีอะไร แต่ พวกนี้คิดมาเพื่อขายทั่วโลก เริ่มจากเล็ก ตอนนี้มูลค่ามหาศาล ผมคิดว่าคนไทยรุ่นใหม่ มีคนเก่ง แต่สตาร์อัพเราสู้ต่างประเทศไม่ได้ ยกตัวอย่าง ซิลิคอลวันเล่ย์ เป็นที่เกิดสตาร์ทอัพ คนเก่งทั่วโลกอยู่ที่นั่น
ถ้าเมืองไทยเปิดให้คนเก่งเข้ามา และคิด แบบ Global thinking / International thinking เราจะได้คนเก่ง เพราะ 10 ปีผ่านมามีแรงงานข้างบ้านเข้ามาในเมืองไทย 3-4 ล้านคน ทำไมเราเปิดให้คนเก่งทั่วโลกเข้ามาไม่ได้ ตัวอย่างในแคนาดา คนเก่ง ๆ ไปเรียนหนังสือเขาไม่ให้กลับ ต้องทำให้ประเทศเขาเจริญก่อน คนไทยต้องคิดอย่างนี้
ส่วนมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ อยู่ที่ว่าเราสร้างโอกาสให้มากขึ้นได้อย่างไร จาก สตาร์ทอัพ บริษัทใหญ่มีเงิน ไม่มีคน ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องให้โอกาส สร้างแพลนฟอร์มใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี เปิดโอกาสให้เขา ได้เรียนรู้
ปัจจัยทางการเมือง
เรื่องการเมือง ผมว่าอยู่ที่คนไทยจะเลือก ปัญหาการเมืองไม่เฉพาะไทย อย่าง เมียนมาร์ ใครจะคิดว่า ออง ซาน ซูจี ขึ้นมาแล้วจะบริหารประเทศนั่งเก้าอี้ 4 หน่วยงานหลัก แล้วเขาจะทำได้อย่างไร เมืองไทยนั่งเก้าอี้รมต.เดียวก็ไม่มีเวลาแล้ว ในเมื่อเขาอายุกว่า 70 ปีไปแล้ว อันนี้ต่างชาติก็มองอยู่ ไหนยังมีคนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มอีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,166 วันที่ 16 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ประเมินผลงานรัฐบาลอย่างไร
โดยภาพรวมมองว่า ปัญหาไม่มี วิสัยทัศน์ไปได้ แต่ต้องดูที่แนวทางในการปฏิบัติว่าทำให้เกิดขึ้นจริงได้แค่ไหน จากไอเดียต่าง ๆ ที่มาจากทีมเศรษฐกิจชุดที่แล้วไม่ว่าจะเป็น สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศการโปรโมตบริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย นโยบายดิจิตอลอีโคโนมี สตาร์ตอัพไทยแลนด์ การเร่งรัดลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งพูดกันมาแยะ สิ่งสำคัญต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่า มีการเปลี่ยนแปลงหรือเชนจ์
ถามว่าที่ผ่านมาทำได้แค่ไหน ผมมองว่าการลงมือปฏิบัติจริงอยู่ที่ 50-50 ก็เข้าใจได้ว่าปัญหาหลายอย่างไม่ได้เกิดในวันเดียว ปัญหาเก่าก็ยังมีอยู่ แต่รัฐบาลยังมีเวลากว่าจะเลือกตั้งก็อีกปีหรือสองปีตามโรดแมฟ ซึ่งยังมีเวลาปฏิบัติให้เกิดผลมากขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องลงทุน มีการพูดถึงโครงการรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง แต่การเจรจายังไม่จบ ซึ่งถ้าไม่มีอินฟาสตรัคเจอร์ ประเทศก็พัฒนาได้ยากจึงอยากเห็นความชัดเจนและมีความต่อเนื่อง
มองอย่างไรกับการเปิดอาเซียน
สมัยโน้น FDI (Foreign Direct Investment) การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในเซ้าท์อีสเอเซียไม่มีทางเลือก มีไทย ฟิลิปินส์ อินโดนีเซีย แต่เวลานี้มีอาเซียน 10 ประเทศทุกประเทศเปิดรับนักลงทุน เรามีคู่แข่งแยะ นโยบายจึงต้องชัด ต้องมีพันธมิตร ใครมีเพื่อนแยะย่อมได้เปรียบ เพราะโลกมีการแข่งขัน เมื่อก่อนจีนเคยหลับ แต่เดี่ยวนี้เมืองใหญ่อย่างเซียงไฮ้มีนักลงทุนต่างชาติมากมาย
และผมมองว่าประเทศไทยต้องเปิดรับการลงทุน ทั้งเข้าและออกเป็นทูเวย์ และสังคมต้องเปิดใจรับ เพราะยิ่งเปิดก็ยิ่งได้ นอกจากนี้ทุกประเทศมี ซอฟท์เพาเวอร์ ไทยมีไทยเนสก็ต้องหยิบยกขึ้นมา เพิ่มมูลค่าให้ตัวสินค้า ต้องพัฒนาคุณภาพและสร้างเรื่องราว เช่น กระเป๋านารายา ซึ่งเป็นที่นิยมของต่างชาติ จำเป็นที่จะต้องพัฒนารูปแบบของสินค้าจากระบบเก่า OEM มาสู่ ODM หรือ Original Design Manufacturer
ส่วนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันเป็นชาวพุทธส่วนมาก มีการติดต่อกันโดยทางพื้นดิน การขยายตลาดจึงทำได้ง่ายกว่า ยิ่งไทยเปิดตลาด เราเป็นแหล่งผลิตยิ่งเปิดก็ยิ่งส่งออกได้มาก เป็นอินเมอร์จิง (emerging )มาร์เก็ตหรือตลาดเปิดใหม่ แต่เราต้องมีวีธีการเจรจา
"ถ้าการค้าชายแดนทำได้ง่ายสินค้าจากไทยก็จะขายได้มากขึ้น เพราะสินค้าไทยเป็นที่นิยมของประเทศเพื่อนบ้าน และขายได้ราคา ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าหลายอย่าง ไปกลัวทำไม ปัญหาที่เกิดขึ้นผมว่าอยู่ที่การสื่อสาร สิงคโปร์ไม่เคยทะเลาะกับใครค้าขายอย่างเดียว หน้าที่ของรัฐคือการเจรจา การเปิด ซีแอลเอ็มวี เรามองเป็นโอกาส ไม่ใช่คู่แข่ง"
ปัญหาในเวียดนามมีทางออกอย่างไร
อย่างไรก็ดีการที่เวียดนามมีการเจรจาเข้าไปร่วม (TPP ) Trans- Pacific Partnership หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค การเจรจาได้เงื่อนไขที่ดี เรามองว่าเขาเก่ง คนก็แห่กันไปลงทุน เพื่อหวังสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงคนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามมาก แต่ถูกมองว่าไทยไม่ค่อยแฟรนด์รี่ ทั้งที่บิ๊กซีเข้าไปร่วมหุ้นขยายตลาด ดังนั้นต้องทำความเข้าใจ การเข้าไปลงทุนจะได้วิน วิน
กรณีของเวียดนาม กลุ่มนักลงทุนไทยก็ได้ร่วมตัวกัน เป็น ไทย-เวียดนาม บิสิเนส คอนเซ้าท์แตนท์ ขึ้นเพื่อทำ ซีเอสอาร์ ซี่งผมก็ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย การเข้าไปลงทุนต้อง มีทั้งให้และรับ (กีฟท์แอนด์เทค) ต้องเจรจาให้ถูก ต้องสร้างความผูกพันเหมือนญี่ปุ่นหรืออเมริกาที่เข้ามาลงทุนก็ต้องสร้างความผูกพันที่ดีกับคนในท้องถิ่น
อะไรเป็นอุปสรรคของนักลงทุนต่างชาติ
สิ่งที่ยังเป็นปัญหาสำหรับโอกาสการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของกฏระเบียบ ขั้นตอนและกฏหมายที่มีมากจนเกินไป เวลานี้แม้จะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศเข้ามาแก้ไขแล้ว โดยบริษัทนี้เป็นมืออาชีพเคยช่วยประเทศเกาหลี ประสบผลสำเร็จมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี หากจะลดกฏระเบียบต่าง ๆ เมื่อก่อนเข้าใจได้ว่าต้องมีเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ แต่เดี่ยวนี้โลกเปลี่ยนเป็น ดิจิตอล เวิล์ด การสื่อสารออนไลน์ การตั้งกติกามากเกินไป ไม่ได้แล้ว ทุกอย่างต้องสะดวกก็มีโอกาส ค้าขายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าชายแดนการขนส่งสินค้า เข้า-ออกศุลกากร ทำไมเอกสารถึงแยะไปหมด
"เราต้องทำให้เหมือนการขอพาสปอร์ตขอวันนี้พรุ่งนี้ได้ ทำได้ไหม ถ้าทำได้ประสิทธิภาพในการแข่งขันก็ดีขึ้นด้วย นักลงทุนมองว่าที่ไหนที่กฏกติกาน้อยเขาก็เลือกไปลงทุนที่นั่น"
ส่วนการที่รัฐบาลชักชวนให้เอกชนลงทุน แบบ พีพีพี Public Private Partership หลายประเทศก็มีการพูดถึง เพราะรู้ดีกว่าหลายอย่างรัฐบาลทำเองไม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีกฏเกณฑ์ที่ชัดเจน ว่าจะให้เอกชนลงทุนอย่างไร ผมได้ยินมา 2ปีแล้วแต่ตอนนี้ยังไม่เกิด ยังไม่เห็นโครงการไหนเปิดให้ลงทุนแบบ พีพีพี
ต่างชาติมองการลงทุนในไทยอย่างไร
ในมุมมองต่างชาติ มองว่า Public Procurement การจัดซื้อ จัดจ้าง ยังไม่โปร่งใสพอ ถ้าไม่เปิด โอกาสก็น้อยต้องสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ถ้ามีข้อกำหนดแยะก็ทำงานยาก ต้องฟรีมาร์เก็ต เปิดตลาดและให้มีความโปร่งใส แต่ เรากลับกลัวที่จะเปิดตลาด ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยแยะ เพราะไทยเปิดประเทศก่อนเพื่อนบ้าน ผมรู้ดีเพราะเป็นประธานหอการค้าฯ แต่จะทำอย่างไรให้เขาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ต้องสร้างบรรยากาศหรือมีอินเซ็นทีฟมาช่วย
"ในปี 80 ถ้าไม่เราไม่เปิด อีสเทอร์ซีบอร์ด ก็จะไม่มีอุตสาหกรรม รถยนต์ ไม่มียาง อะไหล่ ซัพพลายเชน ดังนั้นอย่ากลัวที่จะเปิด 30 ปีที่แล้วประเทศไทยแรงงานถูก แต่ตอนนี้ไม่ถูก เพราะของถูกมาถึงจุดหนี่งก็ไม่ใครเอา ต้องพัฒนาของที่ขายได้ การทำตลาดมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีสินค้าใหม่ ต้องขยายตลาด พัฒนาคน พัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจ "
เวลานี้มีหลายบริษัทของคนไทยขยายการลงทุนไปต่างประเทศและประสบผลสำเร็จมาก เช่นทียูเอฟ กลายเป็นเบอร์หนึ่งของปลาทูน่าโลก มิตรผล เอสซีจี ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เซ็นทรัล เบียร์ช้าง ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องทำแบบ บิ๊กบราเดอร์ / สมอล บราเดอร์ คือบริษัทใหญ่ออกไปลงทุนต่างประเทศก็ต้องดึงบริษัทเล็กขึ้นมา เหมือนพี่ช่วยน้อง
สตาร์ทอัพไทยแลนด์ต้องผลักดันอย่างไร
สตาร์ทอัพ ต้องสร้างโอกาสไม่ใช่แค่เอ็สเอ็มอี ไม่ใช่อินโนเวชัน อย่างเดียว แต่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ทำให้เกิดขึ้น อะไรคือสตาร์อัพ? ต้องไปดูอย่างเมริกา กูเกิล ไมโครซอฟท์ แอปเปิ้ล เมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีอะไร แต่ พวกนี้คิดมาเพื่อขายทั่วโลก เริ่มจากเล็ก ตอนนี้มูลค่ามหาศาล ผมคิดว่าคนไทยรุ่นใหม่ มีคนเก่ง แต่สตาร์อัพเราสู้ต่างประเทศไม่ได้ ยกตัวอย่าง ซิลิคอลวันเล่ย์ เป็นที่เกิดสตาร์ทอัพ คนเก่งทั่วโลกอยู่ที่นั่น
ถ้าเมืองไทยเปิดให้คนเก่งเข้ามา และคิด แบบ Global thinking / International thinking เราจะได้คนเก่ง เพราะ 10 ปีผ่านมามีแรงงานข้างบ้านเข้ามาในเมืองไทย 3-4 ล้านคน ทำไมเราเปิดให้คนเก่งทั่วโลกเข้ามาไม่ได้ ตัวอย่างในแคนาดา คนเก่ง ๆ ไปเรียนหนังสือเขาไม่ให้กลับ ต้องทำให้ประเทศเขาเจริญก่อน คนไทยต้องคิดอย่างนี้
ส่วนมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ อยู่ที่ว่าเราสร้างโอกาสให้มากขึ้นได้อย่างไร จาก สตาร์ทอัพ บริษัทใหญ่มีเงิน ไม่มีคน ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องให้โอกาส สร้างแพลนฟอร์มใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี เปิดโอกาสให้เขา ได้เรียนรู้
ปัจจัยทางการเมือง
เรื่องการเมือง ผมว่าอยู่ที่คนไทยจะเลือก ปัญหาการเมืองไม่เฉพาะไทย อย่าง เมียนมาร์ ใครจะคิดว่า ออง ซาน ซูจี ขึ้นมาแล้วจะบริหารประเทศนั่งเก้าอี้ 4 หน่วยงานหลัก แล้วเขาจะทำได้อย่างไร เมืองไทยนั่งเก้าอี้รมต.เดียวก็ไม่มีเวลาแล้ว ในเมื่อเขาอายุกว่า 70 ปีไปแล้ว อันนี้ต่างชาติก็มองอยู่ ไหนยังมีคนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มอีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,166 วันที่ 16 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559






