
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 6ก.พ. “แข็งค่า” ที่ระดับ 35.76 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ท่ามกลางการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงิน ในช่วงทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 6ก.พ. 2567 ที่ระดับ 35.76 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.79 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ค่าเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ยังได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เชื่อว่า เฟดอาจไม่รีบลดดอกเบี้ยและลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
อย่างไรก็ดี ในช่วงวันนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาจไม่ใช่จุดสนใจของผู้เล่นในตลาด ทำให้ควรระวังความผันผวนของตลาดค่าเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน เพราะหากข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซน สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แย่กว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ “เร็วกว่า” เฟด ซึ่งมุมมองดังกล่าว อาจกดดันให้ เงินยูโร (EUR) ผันผวนอ่อนค่าลง และหนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ได้
และนอกจากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยูโรโซน เรามองว่า ค่าเงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น จากที่ผู้เล่นในตลาดเคยประเมินไว้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยล่าสุด ชะลอลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI
ทั้งนี้ เราประเมินว่า หากเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 35.90 บาทต่อดอลลาร์ (ที่เราเคยมองว่า อาจเป็นจุด Peak ในระยะสั้น เมื่อวันที่ 26 มกราคม ไปได้) ก็จะเปิดโอกาสให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญแถว 36.00-36.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และจะเป็นการปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าต่อเนื่องของเงินบาทนับตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา
ในช่วงนี้ เรายังคงพบว่า ความผันผวนของเงินบาทนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.70-35.90 บาท/ดอลลาร์
โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideways (แกว่งตัวในช่วง 35.73-35.87 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะผันผวนอ่อนค่าลง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยลดความคาดหวังต่อโอกาสเฟดรีบลดดอกเบี้ย หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด อย่าง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการออกมาดีกว่าคาด โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่แน่ใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนพฤษภาคมได้หรือไม่ ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง จากการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาดีกว่าคาด อาจทำให้เฟดไม่รีบลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดเคยประเมินไว้ และแม้ว่ามุมมองดังกล่าวจะกดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ
เช่น Tesla -3.7%, Meta -3.3% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Nvidia +4.8% หลังนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ได้ปรับเป้าราคาขึ้นจากเดิมราว +20% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง -0.20% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.32%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง (โดยเฉพาเฟด) ที่อาจช้ากว่าที่ผู้เล่นในตลาดเคยคาดหวังไว้ ทำให้บอนด์ยีลด์ในฝั่งยุโรปส่วนใหญ่ต่างปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare อาทิ Novo Nordisk +3.6% รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Semiconductor เช่น ASML +1.1% ที่ตอบรับข่าวการปรับเป้าราคาของหุ้น Nvidia ในสหรัฐฯ
ในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า เฟดจะไม่รีบลดดอกเบี้ย และเฟดอาจลดดอกเบี้ยราว -125bps ในปีนี้ ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.15% สอดคล้องกับ มุมมองที่เราเคยประเมินไว้ก่อนหน้า ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจรีบาวด์ขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด
ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยหลายครั้งของเฟด ดังนั้น เราจึงขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุนเมื่อมองภาพผลตอบแทนโดยรวม หรือ Total Return ซึ่งหากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้น ทะลุระดับ 4.20% ไปได้ ก็จะมีความน่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อเป็นอย่างมาก
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดจะไม่รีบลดดอกเบี้ยและเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้า ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 104.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 104.2-104.6 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย.) ย่อตัวลงสู่โซนแนวรับสำคัญระยะสั้นแถว 2,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ราคาทองคำจะรีบาวด์ขึ้นได้บ้าง สู่โซน 2,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจลดสถานะถือครองทองคำออกมาบ้าง เพื่อรอประเมินสถานการณ์และทิศทางราคาทองคำต่อไป ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง
สำหรับวันนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะอยู่ในฝั่งยุโรปเป็นหลัก โดยผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนธันวาคม พร้อมกับจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (CPI Inflation Expectations) ที่สำรวจโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของ ECB ได้
นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 3 ปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในช่วงนี้ได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 35.75-35.77 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.35 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 35.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทกลับมาแกว่งตัวเป็นกรอบ (หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ที่ระดับ 35.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวานนี้) ขณะที่ตลาดในประเทศเปลี่ยนจุดสนใจกลับมารอผลการประชุม กนง. ในวันพุธที่ 7 ก.พ. 2567 อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามแรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินบาทในระหว่างวันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาในระยะนี้ ยังคงมีทิศทางดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด และเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะยังไม่รีบปรับลดดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 35.70-35.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางฟันด์โฟลว์ ผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ







