
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสินเชื่อปี 2567รออานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสินเชื่อปี2567 รออานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น หนุนสินเชื่อกลับมาเติบโตในกรอบ 2.5-3.5% “ สินเชื่อรายย่อย 3.0-3.7% สินเชื่อธุรกิจ 0.8-1.7%”
สินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี 2566 เติบโตในระดับต่ำโดยยอดคงค้างสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบแบงก์ไทย 17 แห่ง) ปิดสิ้นปี2566 ที่ระดับประมำณ 14.8 ล้านล้านบาทหรือเติบโตเพียง 0.2% ชะลอลงจำกที่เติบโต 2.7% ในปี2565
ทั้งนี้ การชะลอลงของทิศทางสินเชื่อสอดคล้องไปกับภาพการฟื้นตัวไม่ต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยในปี2566 ซึ่งมีผลชะลอการเบิกใช้สินเชื่อใหม่ ประกอบกับแรงกดดันจากการทยอยชำระคืนสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจรายใหญ่ (ซึ่งมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงินในช่วงอัตราดอกเบี้ยในประเทศเป็นขาขึ้น
และนำเงินทุนบางส่วนมาชำระคืนหนี้กับสถาบันการเงิน) และ SMEs รวมถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในพอร์ต อาทิ การตัดหนี้สูญ และการตัดขายสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง
• ในปี 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การเติบโตของสินเชื่อน่าจะยังจำกัดอยู่ในกรอบ 2.5-3.5% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของสินเชื่อที่ 4.2% ในช่วงระยะ 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตโควิด -19 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แรงกดดันจากการชำระคืนสินเชื่อดังที่เห็นในช่วงหลังโควิด -19 ในปี2565-2566 น่าจะทยอยผ่อนคลายลงในปี2567
อย่างไรก็ดี การเติบโตของสินเชื่อในปี2567 ยังขึ้นอยู่กับหลายตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะแนวโน้มกำรฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องต่อการเบิกใช้สินเชื่อและการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตขอลลูกหนี้รวมถึงการเดินหน้ำ “กระบวนการการปล่อยสินเชื่อ” ภำยใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม หรือ Responsible Lending ซึ่งเริ่มมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา
โดยในส่วนการดูแลลูกหนี้ภายใต้เกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมนั้น ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีกระบวนการที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมในหลายส่วน อาทิ การปรับปรุงและนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของลูกค้า การปรับโมเดลการพิจารณาสินเชื่อที่คำนึงถึงเงินเหลือสุทธิหลังหักการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมด การเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีแนวโน้มเป็นหนี้เรื้อรัง และ/หรือเริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระ ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่เป็น NPL ไปแล้วก่อนกระบวนการโอนขายหนี้
ทั้งนี้ แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของการทยอยเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจในช่วงปลายปี2566 โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่การฟื้นตัวของสินเชื่อเพื่อการลงทุนของภาคธุรกิจยังขาดความต่อเนื่อง ขณะที่กรอบการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเรื่องรายได้ของภาคครัวเรือนและกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ
นอกจากนี้สถาบันการเงินยังระมัดระวังความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้และอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาคุณภาพหนี้ของสินเชื่อรายย่อยบางประเภท เช่น สินเชื่อในกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอาจเติบโตได้ในกลุ่มกำลังซื้อสูง หรือมีภาระหนี้เดิมในระดับต่ำเท่านั้น
• ประเด็นติดตามที่สำคัญในปี 2567 จะเป็น 3 เรื่องหลัก ได้แก่
- มาตรการดูแลลูกหนี้ของทางการ
- ความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างหนี้และการแก้หนี้เรื้อรังตำมเกณฑ์ Responsible Lending และ
- การจัดการปัญหาการด้อยคุณภาพของสินเชื่อในเชิงรุกของสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย







