thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 4ธ.ค. “อ่อนค่า” ที่ระดับ  34.45 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 4ธ.ค. “อ่อนค่า” ที่ระดับ 34.45 บาทต่อดอลลาร์

04 ม.ค. 67 | 00:04 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ม.ค. 67 | 02:33 น.

ค่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าแต่อาจยังไม่ทะลุแนวต้าน34.50บาท/ดอลลลาร์ คาดว่าวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 34.30-34.60 บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 4ธ.ค. 2567 ที่ระดับ  34.45 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  34.32 บาทต่อดอลลาร์

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้ หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทั้งประเด็นว่า เฟดอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ (จากถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาริชมอนด์ ล่าสุด) และ เฟดอาจไม่รีบลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ โดยภาพดังกล่าว ได้หนุนให้เงินดอลลาร์ยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้ โดยเฉพาะหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในคืนนี้ ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอยู่

นอกจากนี้ การปรับฐานของราคาทองคำในช่วงนี้ ก็อาจเปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอยู่ และแนวโน้มอุปทานน้ำมันดิบที่อาจตึงตัวระยะสั้น จากการปิดบ่อน้ำมันในลิเบีย ก็อาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในจังหวะดังกล่าว เงินบาทก็อาจถูกกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อน้ำมันของผู้เล่นในตลาดได้

 

และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินก็อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยได้ไม่ยาก ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ของตลาดหุ้นไทยรอบล่าสุดได้บ้าง ทั้งนี้ แรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติอาจถูกชะลอลงได้บ้าง จากโฟลว์ซื้อบอนด์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่ยังเชื่อว่า เงินบาทจะมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้

โดยเฉพาะในจังหวะที่เงินบาทได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เราประเมินว่า เงินบาทอาจยังไม่ได้อ่อนค่าทะลุแนวต้านดังกล่าวไปได้ไกลมากนัก จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในคืนวันศุกร์นี้

ในช่วงนี้ เราพบว่า ความผันผวนของเงินบาทยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.30-34.60 บาท/ดอลลาร์

ในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงตามที่เราได้ประเมินไว้ (แกว่งตัวในช่วง 34.31-34.55 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะปรับตัวขึ้น ตามความกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จากถ้อยแถลงของ Thomas Barkin ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ ที่ส่งสัญญาณว่า

เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังได้กดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับที่เราประเมินไว้ อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) มากขึ้น โดยโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง

 

ความกังวลแนวโน้มเฟดขึ้นดอกเบี้ยจากถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาริชมอนด์ ได้กดดันให้ ผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างเดินหน้าขายหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth เพิ่มเติม อาทิ Tesla -4.0%, Nvidia -1.2% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน Chevron +1.9%, Exxon Mobil +0.8% หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า +4.3% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.80%

ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.86% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของเฟด รวมถึงความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงเดินหน้าขายหุ้นเทคฯ หุ้นสไตล์ Growth และหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ ASML -2.9%, LVMH -3.8% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare เช่น Roche +4.4%

ในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 4.00% จากถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาริชมอนด์ ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มกังวลว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ หากอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ชะลอตัวลงชัดเจนตามที่เฟดต้องการ อย่างไรก็ดี รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน (ดัชนี ISM ภาคการผลิต ออกมาดีกว่าคาด แต่ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ หรือ Job Openings ออกมาแย่กว่าคาด)

รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 3.90% อนึ่ง แม้เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ได้เข้าสู่แนวโน้มขาลงแล้ว แต่ยังมีความผันผวนอยู่บ้าง

โดยเฉพาะในจังหวะที่ผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่แน่ใจต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นในคืนก่อนหน้า ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip และไม่ไล่ราคา โดยพยายามคำนึงถึง จุดคุ้มทุน หรือ Break-even เมื่อพิจารณาถึงผลตอบแทนรวม หรือ Total Return ที่จะได้จากการถือครองบอนด์ 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก จากความกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟดและความต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วงตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยง ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นเข้าสู่ระดับ 102.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 102.2-102.7 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.) ทยอยปรับตัวลดลง สู่ระดับ 2,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หลุดโซนแนวรับที่เราประเมินไว้) ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจทยอยเข้าซื้อทองคำในโซนดังกล่าว ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงบ้างในคืนที่ผ่านมา

สำหรับวันนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ที่อาจสะท้อนถึงแนวโน้มของยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์นี้ได้ รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยเฉพาะยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims)

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทอ่อนค่ามาที่ระดับ 34.48-34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.25 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.34 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนกลับมา หลังรายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 12-13 ธ.ค. 2566 และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด สะท้อนว่า สัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็ว และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้เฟดมั่นใจว่า อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องกลับมาสู่ระดับเป้าหมาย 
 
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 34.35-34.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่  ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือนธ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการเดือนธ.ค. ของจีน ยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ