
สนง.เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเห็นภาคผลิตเริ่มฟื้นตัว เอ็มพีไอ เม.ย.ขยายตัว 1.54% ห่วงอุตฯสิ่งทอ/อาหาร
สศอ.ชี้ภาวะภาคการผลิตอุตสาหกรรม เห็นสัญญาณการฟื้นตัว เอ็มพีไอ เม.ย.ขยายตัว 1.54 % ติดต่อเป็นเดือนที่ 2 ได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและเหล็กกล้า ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังห่วงสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงอาหาร ปรับตัวลด จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว แต่ยังมั่นใจทั้งปีเอ็มพีไอยังขยายตัวระดับ 2-3 %
[caption id="attachment_58808" align="aligncenter" width="700"]
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และอัตราการใช้กำลังการผลิต[/caption]
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ในเดือนเมษายน ที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในระดับ 1.54 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่เอ็มพีไอติดลบในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ชัดว่า ภาวะภาคการผลิตมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้ง หากเปรียบเทียบกับการขยายตัวเอ็มพีไอในเดือนเมษายนจะติดลบจากเดือนมีนาคม 17.46% ส่งผลให้มีอัตราการใช้กำลังผลิตเพียง 58.43% เนื่องจากมีวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ แต่หากหักในส่วนนี้ไปแล้วเอ็มพีไอจะติดลบเพียง 0.08 % เท่านั้น
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อเอ็มพีไอขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากการผลิตอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญ ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมรถยนต์ มีจำนวน 1.382 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.51 % เป็นการเพิ่มขึ้นของตลาดภายในประเทศ 1.72 % มีจำนวน 5.498 หมื่นคัน เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายได้เร่งผลิตรถยนต์พีพีวีให้ทันต่อความต้องการของตลาด ในขณะที่ตลาดส่งออกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากความต้องการของประเทศแถบอเมริกากลางและใต้ ตะวันออกกลาง ส่งผลการส่งออกลดลง 2 % อยู่ที่ 8.049 หมื่นคัน
โดยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.84 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.36 % ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนคอนเดนซิ่ง เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิต คอมเพรสเซอร์ หม้อหุงข้าว สายไฟฟ้าและเครื่องรับโทรทัศน์ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปเริ่มกลับมาฟื้นตัว และการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป อาเซียน และจีน เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.91 % โดยเป็นการปรับตัวของชิ้นส่วนสำคัญในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกไปสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เพิ่มขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.31 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการผลิตเพิ่มขึ้น จากปริมาณสินค้าคงคลังของทั้งเหล็กทรงยาว เช่น เหล็กเส้น เหล็กลวดลดลง และเหล็กทรงแบน เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น ลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กในอุตสาหกรรมรถยนต์ และการก่อสร้าง ทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45.7 % ซึ่งความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นเหล็กนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เช่น เหล็กแท่ง เพิ่มขึ้นถึง 321.9 % และเหล็กแท่งแบนเพิ่มขึ้น 111 % เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
นายศิริรุจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีความน่าเป็นห่วงของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แม้ว่า การผลิตเส้นใยสิ่งทอในกลุ่มเส้นใยสังเคราะห์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.94 % แต่ในกลุ่มของเส้นด้ายผลิตลดลง ตามการผลิตผ้าผืนที่ลดลง 14.39 % และการผลิตเสื้อผ้าลดลง 13.93 % เนื่องจากมีคำสั่งซื้อภายในประเทศและต่างประเทศลดลง สวนทางกับการนำเข้าจากจีน กัมพูชา เวียดนาม บังกลาเทศ และฮ่องกง เพิ่มขึ้น
รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร การผลิตปรับตัวลดลง 14.6 % สอดคล้องกับการส่งออกที่ปรับตัวลดลง 5..3 % เนื่องจากสินค้าในกลุ่มน้ำตาลที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ค่าความหวานของน้ำตาลลดลง และสินค้าประมงที่ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนการส่งออกที่ปรับตัวลดลงมาจากกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น น้ำตาล ข้าวและธัญพืช และประมง จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าชะลดตัวอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มเอ็มพีไอของเดือนพฤษภาคมนั้น คาดว่าจะขยายตัวดี หรือทรงตัวจากเดือนเมษายน ซึ่งจะต้องพิจารณาจากยอดการผลิตรถยนต์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า หากรัฐบาลมีมาตรการเพิ่มความต้องการของตลาดในประเทศ ควรจะมีมาตรการกำจัดรถยนต์เก่าที่มีอายุใช้งานมาแล้ว 7 ปี ออกจากตลาด โดยการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีป้ายทะเบียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าและมีราคาถูกแทน จะช่วยเพิ่มความต้องการของตลาดให้มากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม หากประเมินเอ็มพีไอทั้งปีนี้ สศอ.จะยังไม่มีการปรับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 2-3 % และจีดีพีของอุตสาหกรรมยังอยู่ที่ 1.5-2 % เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_58808" align="aligncenter" width="700"]
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ในเดือนเมษายน ที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในระดับ 1.54 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่เอ็มพีไอติดลบในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ชัดว่า ภาวะภาคการผลิตมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้ง หากเปรียบเทียบกับการขยายตัวเอ็มพีไอในเดือนเมษายนจะติดลบจากเดือนมีนาคม 17.46% ส่งผลให้มีอัตราการใช้กำลังผลิตเพียง 58.43% เนื่องจากมีวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ แต่หากหักในส่วนนี้ไปแล้วเอ็มพีไอจะติดลบเพียง 0.08 % เท่านั้น
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อเอ็มพีไอขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากการผลิตอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญ ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมรถยนต์ มีจำนวน 1.382 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.51 % เป็นการเพิ่มขึ้นของตลาดภายในประเทศ 1.72 % มีจำนวน 5.498 หมื่นคัน เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายได้เร่งผลิตรถยนต์พีพีวีให้ทันต่อความต้องการของตลาด ในขณะที่ตลาดส่งออกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากความต้องการของประเทศแถบอเมริกากลางและใต้ ตะวันออกกลาง ส่งผลการส่งออกลดลง 2 % อยู่ที่ 8.049 หมื่นคัน
โดยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.84 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.36 % ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนคอนเดนซิ่ง เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิต คอมเพรสเซอร์ หม้อหุงข้าว สายไฟฟ้าและเครื่องรับโทรทัศน์ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปเริ่มกลับมาฟื้นตัว และการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปตลาดหลัก เช่น สหภาพยุโรป อาเซียน และจีน เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.91 % โดยเป็นการปรับตัวของชิ้นส่วนสำคัญในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออกไปสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เพิ่มขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.31 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการผลิตเพิ่มขึ้น จากปริมาณสินค้าคงคลังของทั้งเหล็กทรงยาว เช่น เหล็กเส้น เหล็กลวดลดลง และเหล็กทรงแบน เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น ลดลง ส่งผลให้ผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กในอุตสาหกรรมรถยนต์ และการก่อสร้าง ทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45.7 % ซึ่งความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นเหล็กนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เช่น เหล็กแท่ง เพิ่มขึ้นถึง 321.9 % และเหล็กแท่งแบนเพิ่มขึ้น 111 % เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
นายศิริรุจ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีความน่าเป็นห่วงของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แม้ว่า การผลิตเส้นใยสิ่งทอในกลุ่มเส้นใยสังเคราะห์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.94 % แต่ในกลุ่มของเส้นด้ายผลิตลดลง ตามการผลิตผ้าผืนที่ลดลง 14.39 % และการผลิตเสื้อผ้าลดลง 13.93 % เนื่องจากมีคำสั่งซื้อภายในประเทศและต่างประเทศลดลง สวนทางกับการนำเข้าจากจีน กัมพูชา เวียดนาม บังกลาเทศ และฮ่องกง เพิ่มขึ้น
รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร การผลิตปรับตัวลดลง 14.6 % สอดคล้องกับการส่งออกที่ปรับตัวลดลง 5..3 % เนื่องจากสินค้าในกลุ่มน้ำตาลที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ค่าความหวานของน้ำตาลลดลง และสินค้าประมงที่ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนการส่งออกที่ปรับตัวลดลงมาจากกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น น้ำตาล ข้าวและธัญพืช และประมง จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าชะลดตัวอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มเอ็มพีไอของเดือนพฤษภาคมนั้น คาดว่าจะขยายตัวดี หรือทรงตัวจากเดือนเมษายน ซึ่งจะต้องพิจารณาจากยอดการผลิตรถยนต์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า หากรัฐบาลมีมาตรการเพิ่มความต้องการของตลาดในประเทศ ควรจะมีมาตรการกำจัดรถยนต์เก่าที่มีอายุใช้งานมาแล้ว 7 ปี ออกจากตลาด โดยการปรับเพิ่มขึ้นของภาษีป้ายทะเบียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าและมีราคาถูกแทน จะช่วยเพิ่มความต้องการของตลาดให้มากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม หากประเมินเอ็มพีไอทั้งปีนี้ สศอ.จะยังไม่มีการปรับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 2-3 % และจีดีพีของอุตสาหกรรมยังอยู่ที่ 1.5-2 % เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559






