
FTงวดใหม่ลงต่ำกว่าที่คาด กรรมการกำกับพลังงานแจงน้ำมัน-ก๊าซขยับ
กกพ.ชี้คาดเอฟทีงวดใหม่ก.ย.-ธ.ค.2559 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่คาด 29.55 สต.ต่อหน่วย เหตุราคาน้ำมันดิบและราคาก๊าซ เริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้น แถมอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทยังอ่อนค่าแต่กำลังหาแนวทางฉุดค่าเอฟทีให้ต่ำช่วยผู้บริโภค
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 236 บาทต่อล้านบีทียู จะเป็นปัจจัยส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติหรือเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 ปรับตัวลดลงได้ไม่มากนัก จากที่คาดการณ์ว่าจะติดลบที่ระดับ 29.55 สตางค์ต่อหน่วย จะติดลบในระดับที่ต่ำลง หรืออยู่ในระดับทรงตัว ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าฐานปรับตัวลดลงไม่มากตามที่ประเมินไว้ จากปัจจุบันค่าเอฟทีติดลบที่ 33.29 สตางค์ต่อหน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม ลดลงได้มากนั้น เนื่องจากการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับประมาณ 30-35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมาก ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่าที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขณะนี้อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าค่าเอฟทีจะติดลบลงอีก 29.55 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเอฟทีงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 ติดลบอยู่ที่ 28.49 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อนำมาหักออกค่าไฟฟ้าฐาน จึงส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงมาก ก็อาจจะส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดใหม่ติดลบต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเริ่มจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง กกพ.จะประเมินราคาน้ำมันดิบอีกครั้งภายในเดือนสิงหาคมนี้ แต่ในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติยังปรับขึ้นเล็กน้อย 2-3 บาทต่อล้านบีทียู เทียบกับงวดก่อนอยู่ที่ 234.94 บาทต่อล้านบีทียู และอัตราแลกเปลี่ยนงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 อยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
"ในช่วงปลายปีกกพ.คาดว่า ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากช่วงต้นปีอยู่ระดับ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ราคาคงจะไม่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกพ.กังวลว่าเอฟทีงวดใหม่จะไม่คงที่เหมือนกับที่คาดการณ์ไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงอีกหรือไม่ ส่วนราคาก๊าซไม่ค่อยห่วงเพราะก๊าซในอ่าวไทยยังลงตามราคาน้ำมันดิบย้อนหลังไป 6 เดือน แต่ห่วงราคาก๊าซเมียนมากับแอลเอ็นจีมากกว่า ที่ค่อนข้างสะท้อนต้นทุนปัจจุบัน ดังนั้นคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้"
นายวีระพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทางกกพ.คงจะไปพิจารณาอยู่ว่า แนวโน้มค่าเอฟทีมีโอกาสที่จะติดลบมากกว่าหรือทรงตัวจากที่เคยประเมินไว้ได้หรือไม่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้บริโภคให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ใช้เงินที่ไม่ได้ลงทุนจริงของทั้ง 3 การไฟฟ้า มาจัดสรรในการแบ่งเบาภาระค่าเอฟทีในช่วงขาขึ้นไปหมดแล้ว ส่วนจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)มาช่วยแบกรับภาระค่าเอฟทีอีก คงไม่สามารถทำได้ เพราะจะเป็นภาระด้านการลงทุนของกฟผ.
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 236 บาทต่อล้านบีทียู จะเป็นปัจจัยส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติหรือเอฟทีงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 ปรับตัวลดลงได้ไม่มากนัก จากที่คาดการณ์ว่าจะติดลบที่ระดับ 29.55 สตางค์ต่อหน่วย จะติดลบในระดับที่ต่ำลง หรืออยู่ในระดับทรงตัว ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าฐานปรับตัวลดลงไม่มากตามที่ประเมินไว้ จากปัจจุบันค่าเอฟทีติดลบที่ 33.29 สตางค์ต่อหน่วย และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม ลดลงได้มากนั้น เนื่องจากการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับประมาณ 30-35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นมาก ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่าที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ขณะนี้อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดว่าค่าเอฟทีจะติดลบลงอีก 29.55 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเอฟทีงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 ติดลบอยู่ที่ 28.49 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อนำมาหักออกค่าไฟฟ้าฐาน จึงส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.4227 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงมาก ก็อาจจะส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดใหม่ติดลบต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเริ่มจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง กกพ.จะประเมินราคาน้ำมันดิบอีกครั้งภายในเดือนสิงหาคมนี้ แต่ในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติยังปรับขึ้นเล็กน้อย 2-3 บาทต่อล้านบีทียู เทียบกับงวดก่อนอยู่ที่ 234.94 บาทต่อล้านบีทียู และอัตราแลกเปลี่ยนงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 อยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
"ในช่วงปลายปีกกพ.คาดว่า ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากช่วงต้นปีอยู่ระดับ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ราคาคงจะไม่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ กกพ.กังวลว่าเอฟทีงวดใหม่จะไม่คงที่เหมือนกับที่คาดการณ์ไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงอีกหรือไม่ ส่วนราคาก๊าซไม่ค่อยห่วงเพราะก๊าซในอ่าวไทยยังลงตามราคาน้ำมันดิบย้อนหลังไป 6 เดือน แต่ห่วงราคาก๊าซเมียนมากับแอลเอ็นจีมากกว่า ที่ค่อนข้างสะท้อนต้นทุนปัจจุบัน ดังนั้นคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้"
นายวีระพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ทางกกพ.คงจะไปพิจารณาอยู่ว่า แนวโน้มค่าเอฟทีมีโอกาสที่จะติดลบมากกว่าหรือทรงตัวจากที่เคยประเมินไว้ได้หรือไม่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้บริโภคให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาได้ใช้เงินที่ไม่ได้ลงทุนจริงของทั้ง 3 การไฟฟ้า มาจัดสรรในการแบ่งเบาภาระค่าเอฟทีในช่วงขาขึ้นไปหมดแล้ว ส่วนจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)มาช่วยแบกรับภาระค่าเอฟทีอีก คงไม่สามารถทำได้ เพราะจะเป็นภาระด้านการลงทุนของกฟผ.
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559






