
กสิกรไทยรับมือผลตอบแทนลงทุนติดลบ คาดพลิกบวก 4%ในปี 2567
เคแบงก์ ไพรเวทแบงก์กิ้งเผยเศรษฐีโยกเงินหนีตลาดทุน 4ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐพึ่งเงินฝากชั่วคราว เหตุตื่นกลัวความผันผวน-กดผลตอบแทน -เล็งออกกองทุนทรัพย์สินนอกตลาดปี67 หวังตอบโจทย์สร้างผลตอบแทน 3-4%
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความผันผวนตลาดเงินตลาดทุนในปี2565 กดดันให้ผลตอบแทนจากการลงทุนแย่ที่สุดในรอบ 100ปี ขณะความผันผวนยังคงต่อเนื่องและมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2566 ท่ามกลางเศรษฐกิจ การเมืองโลกและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงคราม เหล่านี้ทำให้นักลงทุนตื่นกลัวตลาดทุนโดยโยกเงิน 4ล้านล้านดอลลาร์หนีไปฝากเงินในตลาดเงินมากขึ้น
โดยเฉพาะเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะเป็นการย้ายหนี้ไปฝากเงินระยะสั้นชั่วคราว เพราะผลตอบแทนจากเงินฝากยังไม่ตอบโจทย์หรือเป้าหมายของนักลงทุน ซึ่งเชื่อว่าส่วนหนึ่งพร้อมจะลงทุนในทรัพย์สินนอกตลาด (Private Asset) เนื่องจากพบว่า บริษัทที่ทำรายได้มากกว่า 100ล้านดอลลาร์อยู่นอกตลาด 60%สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่ดีมีอยู่นอกตลาดจำนวนมากซึ่งสามารถเลือกซื้อหรือลงทุนในราคาถูกกว่าและให้ผลตอบแทนสูงกว่าบริษัทในตลาด
อีกทั้งเทรนด์การลงทุนในทรัพย์สินนอกตลาดจะเป็นตัวช่วยเพิ่มผลตอบแทนและตอบเป้าหมาย(Goals) ในอนาคต โดยจากตัวเลขมูลค่ากองทุนทรัพย์สินนอกตลาดทั่วโลกนั้น สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 18 ล้านดอลลาร์ดอลลาร์
นอกจากนี้ที่ผ่านมาในแง่ของ ผลตอบแทนของทรัพย์สินนอกตลาด พบว่า ก่อนวิกฤติโควิด-19 เฉลี่ยอยู่ที่ 15-18% และหลังโควิดผลตอบแทนย่อตัวลงมาเหลือ 12-15%
“ แม้อัตราผลตอบแทนจะลดลงมาเหลือ 12-15% ถือว่ายังช่วยตอบโจทย์ลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง (HNWs) เพื่อจะทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ และเป็นอีกทางเลือกหรือทางออกในระยะยาว แต่กองทุนทรัพย์สินนอกตลาดก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน นอกจากชมีเกณฑ์ที่เข้มงวดกำหนดล็อคระยะเวลาลงทุน10-12ปีหรือ 5-7ปีแล้วก็ไม่สามารถจะซื้อขายทุกวัน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มองว่ามีความเสี่ยงสูง”
ในส่วนของลูกค้า HNWs ของธนาคารกสิกรไทยที่มีอยู่ราว 1.2 หมื่นราย หากอิงตามเกณฑ์ของกลต.สามารถจะเข้าถึงสินทรัพย์นอกตลาดประมาณ 1,200รายหรือคิดเป็นประมาณ10%เท่านั้น โดยตอนนี้ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างพูดคุยและหารือกับ ก.ล.ต.เรื่องการเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายทรัพย์สินนอกตลาดให้มากขึ้น โดยกำลังอยู่ระหว่างขอก.ล.ต.ในการออกโปรดักต์ให้มีสภาพคล่องสูงขึ้นซึ่งการผ่อนเกณฑ์จะทำให้ลูกค้าที่กังวลเรื่องล็อคเงินในระยะยาวสนใจมากขึ้น
แนวทางคือจะออกกองทุนที่มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถซื้อขายได้ 4 ครั้งต่อปีหรือทุกไตรมาส ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะออกในปี 2567 ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนPrivate Real Estate ซึ่งมีสภาพคล่องรายเดือนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกองลงทุนในตึกสูง9,000ตึกทั่วโลกบริหารโดยผู้จัดการกองทุน50คน
ที่ผ่านมากสิกรไทยเป็นรายแรกที่นำโปรดักต์กองทุน Private Asset จากต่างประเทศเข้ามาขอจดทะเบียนในประเทศไทยกับก.ล.ต. โดยลูกค้าสามารถลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท เฉลี่ยมูลค่ากองละ 100-200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขายมาแล้วประมาณ 4-5 กอง มูลค่ารวมกว่า 500-600 ล้านดอลลาร์ ถือว่าไม่เยอะมาก เพราะปัญหาจากเกณฑ์ที่กำหนดให้ล็อกการลงทุนจาก 5-7 ปี เป็น 10-12 ปี
นายจิรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของKbank Private Banking สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 12 ปีที่ผ่านมา โดยช่วง 10 ปีแรกมีผลตอบแทนมากกว่าเงินสดเฉลี่ย 2-3% ซึ่งบางช่วง 5-7% หรือ 3-4% และ 2 ปีหลัง ( 2565-2566) ตลาดมีความท้าทายทำให้ผลตอบแทนติดลบ 3-5% แต่ในส่วนของธนาคารคาดว่าปีนี้ผลตอบแทนจะทรงตัวอยู่ที่ 0% แต่แนวโน้มในปี 2567 คาดว่าภาพรวมของผลตอบแทนน่าจะดีขึ้นเฉลี่ย 3-4% จากการมุ่งเน้นการลงทุนในทรัพย์สินนอกตลาด
“ AUMเพิ่มขึ้นด้วย 2 เหตุผล คือ ลูกค้าใหม่เพิ่มมหรือ การอัพเกรดของลูกค้าประมาณ 4-5% ต่อปี และลูกค้าเดิมเพิ่มกระเป๋าหรือวอลเลตไซด์ ซึ่งลูกค้าจะมองโอกาสและผลตอบแทนจากการลงทุน ฉะนั้นการที่เราเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ไม่ว่า Private Asset หรือมีบริการอื่นๆก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้ลูกค้าประมาณหนึ่งด้วย”
สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การบริหารสภาพคล่อง(Liquidity Menegment) 2.การลงทุนระยะยาวสัดส่วน 70%และอีก15%เป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูง ซึ่งในแง่การลงทุนเริ่มเห็นลูกค้าที่ลงทุนระยะยาวสัดส่วน 70%เริ่มเล็กลงเพราะลูกค้านำเงินลงทุนไปฝากในLiquidity Menegment มากขึ้นจากเดิมถือเงินสด 40-50%เพิ่มเป็น70%เฉลี่ยผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประมาณ 0.30-1.00%ต่อปี และส่วนของการลงทุนเพื่อผลตอบแทนสูงสินทรัพย์ก็เติบโตขึ้นและผลตอบแทนเป็นไปได้ท่ี 15%ต่อปีส่วนการลงทุนระยะยาวปีนี้มีความท้าทายผลตอบแทนอาจจะศูนย์หรือมากกว่าศูนย์
นายวินเซนต์ มาเนียนาต์ Limited Partner, Asia Regional Head and Global Head of Strategic Alliances, Lombard Odier ระบุ ถึงผลศึกษาความต้องการของเศรษฐีทั่วเอเชียแปซิฟิกครั้งที่4 ปีนี้ โดย ลอมบาร์ด โอเดียร์ ล่าสุด จากความร่วมมือกับพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก โดยถามความคิดเห็นผู้มีสินทรัพย์สูงมากกว่า 460 รายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใน 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไทย ฟิลิปปินส์ ไต้หวันและออสเตรเลีย ในหัวข้อ The long game: Understanding APAC HNWI's goals เพื่อเข้าใจถึงความต้องการ และ เป้าหมายที่แท้จริงในระยะยาวของผู้มีสินทรัพย์สูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากสภาพอัตราดอกเบี้ยสูง การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้ผู้มีสินทรัพย์สูงต้องหันกลับมาพิจารณาเป้าหมายที่แท้จริงของการบริหารจัดการความมั่งคั่ง
ผลสำรวจ พบว่า ผู้มีสินทรัพย์สูงในภูมิภาคเอเชียแปฟิกมีความสนใจในหุ้นนอกตลาด 60% ต้องการลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ เห็นว่ามีการเก็งกำไรมากไปในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้ จะเห็นว่า 7 หมื่นครอบครัวมีสินทรัพย์ราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์กำลังจะถูกโอนไปยังรุ่นต่อไป ในจำนวนนี้พบว่า ราว5ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นเม็ดเงินจากทั่วโลกจะไหลไปลงทุนในตลาดที่มีความยั่งยืนมากขึ้น และคาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต ทำให้การจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิมจะไม่ตอบโจทย์







