
ธปท. จับตา 3ปัจจัยเสี่ยง แนะใช้ 4สกุลเงินภูมิภาค-ทำเฮดจิ้งรับบาทผันผวน
ธปท.มั่นใจ “ท่องเที่ยว-บริโภค”หนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส4-ปีหน้า จับตา 3ความเสี่ยง “เศรษฐกิจการค้าโลก-ส่งออก-ลงทุนภาคเอกชน” แนะใช้ 4สกุลเงิน-ทำเฮดจจิ้งรับเงินบาทผันผวน ชี้ 3ปัจจัยหนุนศักยภาพภาคอีสาน เตือนระวังภัยการเงิน “อย่ากดลิ้งค์”
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน สัมมนาวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2566 โดยระบุว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการเงินไทยมีแนวโน้มที่การดำเนินนโยบายการเงินของไทยจะกลับเข้าสู่ความสมดุลระยะยาว ภายใต้ 3องค์ประกอบ ได้แก่
1.เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% แม้ว่าในช่วงนี้ เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย แต่มองไปข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะปรากฎการณ์แอลนิโญ
2.เศรษฐกิจเติบโตอยู่ในศักยภาพ 3.0-4.0% และ 3. อย่าให้เกิดความไม่สมดุลด้านการเงิน หรือไม่สร้างปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเงินโดยยอมรับว่าที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงเกิดความไม่สมดุล เรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยควรจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับความสมดุลระยะยาว (Neutral rate) ไม่สนับสนุนพฤติกรรม Search for Yield
ทั้งนี้ การเข้าสู่สภาวะสมดุลของไทยนั้น เป็นการถอนคันเร่งจากช่วงโควิดเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยสอดคล้องภาวะสมดุลระยะยาว แต่ไม่เหมือนกับต่างประเทศที่เหยียบเบรกให้ดอกเบี้ยค่อยๆต่ำลง
ต่อข้อถามถึงความเสี่ยงสำคัญที่จะกระทบเศรษฐกิจในไตรมาส4และในปีหน้านั้น ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น สิ่งที่มั่นใจมากคือ การฟื้นตัวการบริโภคจะต่อเนื่องและการฟื้นตัวท่องเที่ยวในแง่จำนวนหัวที่จะเข้ามาท่องเที่ยว
แต่ส่วนที่ไม่มั่นใจ คือ การส่งออกจะฟื้นกลับอย่างที่หวังหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออก ซึ่งวัฎจักรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกหรือ อิเล็กทรอนิกส์ เดิมคิดว่าจะมาแต่ยังไม่เห็น และไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เหล่านี้จึงเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานด้วย
และ “การลงทุนภาคเอกชน” เป็นเครื่องยนต์ที่ไม่ค่อยติดมานานแล้ว เห็นได้จาก ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาค ที่ระดับ”การลงทุน” มูลค่าแท้จริงหักเงินเฟ้อใกล้เคียงกับระดับก่อนวิกฤตปี 2540 แต่ประเทศอื่น (เวียดนาม เกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) กลับมาโตแซงระดับที่เคยอยู่ค่อนข้างมาก
ดังนั้นหากต้องการให้จีดีพีของไทยเติบโตวิธีสำคัญคือการสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน เพราะการลงทุนเป็นวิธีสร้างประสิทธิภาพของแรงงาน ซึ่งมีความสำคัญ ขณะที่แรงงานไทยเริ่มหดตัว
ทั้งนี้ การที่ตัวเลขลงทุนภาคเอกชนของไทยไม่ค่อยฟื้น ส่วนหนึ่งพบว่าช่วงหลังบริษัทไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งบางปีตัวเลขลงทุนแซงเงินลงทุนจากบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย
ส่วนตัวมองว่า อุปสงค์ในประเทศไทยเติบโตไม่ยั่งยืน เรื่องสังคมเมืองมีนัยยะ อัตราประชากรที่อยู่ในเมืองเทียบกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี อินโดฯ สัดส่วนประชากรที่อยู่ในเมืองจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ของไทยต่ำกว่าที่อื่นและสังคมเมืองกระจุกอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งไม่ค่อยโต และเมืองรองอื่นเล็กๆมาก
เมื่อเครื่องยนต์ภายในประเทศของไทยไม่ทำงานเท่าที่ควรจึงพึ่งอุปสงค์ต่างประเทศ (ส่งออก,ท่องเที่ยว) และโครงสร้างของประชากรของไทยที่เข้าสู่Agingเร็วกว่าประเทศอื่นก็มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะส่งผลกระทบทั้งแรงงานฝั่งผลิตและฝั่งบริโภค”
ส่วนความคืบหน้านโยบายส่งเสริมการใช้เงินสกุลภูมิภาคนั้น ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า เป็นโจทย์สำคัญที่ธปท.ใส่ใจ เพราะความผันผวนจากค่าเงินบาทซึ่ง สาเหตุมาจากปัจจัยภายนอก ช่วงหลังเงินดอลลาร์สหรัฐมีความผันผวนมากจากทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ
อีกทั้ง เป็นการซ้ำเติมจากเงินหยวนซึ่งช่วงหลังเงินหยวนมีความผันผวนมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ของค่าเงินบาทกับเงินหยวนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบภูมิภาค เพราะคนมองเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมาก ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว และปัจจัยเฉพาะของไทย คือ คนไทยชอบซื้อขายทองคำ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความผันผวนของเงินบาทด้วย
“ธปท.พยายามดูแลไม่ให้ผันผวนเกินไปแต่ขณะเดียวกันธปท.ก็ไม่เข้าไปฝืนกลไกของตลาด ดังนั้น แนะนำผู้ประกอบการควรประกันความเสี่ยง หรือทำเฮดจจิ้ง ซึ่งช่วงหลังเห็นการทำเฮดจิ้งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การค้าขายภาพรวมกับสหรัฐกว่า 10% แต่มีการใช้เงินดอลลาร์ 80%ของการค้าขายของไทย จึงพยายามแนะนำให้ใช้สกุลเงินอื่นมากขึ้น เช่น 4สกุลเงินหลัก คือ เงินหยวน เงินเยน เงินรูเปียห์ เงินริงกิต และได้มีการทำสัญญากับธนาคารกลางอื่นๆเชื่อว่าหากมีการเริ่มใช้สกุลเงินหลากหลายมากขึ้นต้นทุนหรือสเปรดต่างๆจะลดลง”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวเพิ่มเติมถึงเศรษฐกิจภาคอีสานว่า โครงสร้างเศรษฐกิจภาคอีสานที่ผ่านมา 20ปีไม่เปลี่ยน โดยจะอิงกับเรื่องเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอัตราเติบโตหรือมูลค่าเพิ่มต่ำ ยอมรับว่าทุกที่ถูกกระทบจากภาคเกษตรและภัยแล้ง เพราะโครงสร้าง 20%ของจีดีพีขึ้นอยู่กับภาคเกษตร
เทียบกับประเทศไม่ถึง 10% แรงงาน ครัวเรือนกว่า 50%อยู่ในภาคเกษตร สะท้อนอิทธิพลของภาคเกษตร ซึ่งแนวโน้มมองไปข้างหน้า “ภาคเกษตร”ก็ยังมีแรงกดดันหลายอย่าง แอลนิโญ หรือภัยแล้งที่จะทำให้ภาพการฟื้นตัวของภาคอีสานไม่ง่ายแต่มองว่าระยะยาวภาคอีสานยังมีศักยภาพจาก 3ปัจจัยหลัก คือ
1.การเจริญเติบโตของทั้งเมืองหลักและการขยายในเมืองรองด้วย
2.การค้าชายแดน มีแนวโน้มเติบโตและจะช่วยการเติบโตของภาคอีสาน และ
3.ภาคอีสานมีความได้เปรียบด้าน
อย่างไรก็ตาม เรื่องหนี้ครัวเรือนสำหรับภาคอีสานนั้น หนักเป็นพิเศษ เห็นได้จาก 1.ภารระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยสัดส่วนอยู่ที่ 22% สูงกว่าที่อื่น (ภาคใต้ หรือ ภาคเหนือ) สัดส่วนจะอยู่ที่ 15-16%
2.ปัญหาหนี้เกษตรกร โดย 6ปีที่ผ่านมาหนี้เกษตรโตเร็วกว่า 56%สูงกว่าภาคอื่นๆ และเห็นหนี้เรื้อรังที่มีอายุ 70ปีติดกับดักหนี้ ยังปิดหนี้ไม่ได้
ที่น่าเป็นห่วงคือ สัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคล มีสัดส่วน บวก ลบ 30% ขณะภาคเหนือและภาคใต้เฉลี่ยต่ำกว่า 20% ซึ่งในภาพรวมของประเทศสะท้อนภาระหนี้ถ่วงการฟื้นตัว โดยธปท.จะพยายามแก้หนี้หนี้ของเกษตร
นอกจากนี้ปัญหาเอสเอ็มอีก็เป็นโจทย์ใหญ่เช่นภาพรวม ซึ่งธปท.พยายามผลักดันให้ปรับบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)ให้มีความยืดหยุ่นในการค้ำประกันเพื่อแบ่งเบาภาระ เนื่องจากปัญหาเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงสูง
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวถึงประเด็นภัยการเงินว่า จากสถิติรายงาน และเรื่องร้องเรียนผ่านออนไลน์และ 1213 พบว่า ภาคอีสานถูกหลอกลวงติด Number 1 ส่วนหนึ่งอาจเพราะประชากรมีปัญหาเรื่องหนี้ จึงมีโอกาสถูกหลอกให้กู้เงินผ่านลิ้งค์ พร้อมย้ำว่าสิ่งที่อยากบอกคนไทยและโดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน คือ ต้องระวังเป็นพิเศษ อย่าเชื่อง่าย ที่สำคัญที่สุด “อย่ากดลิ้งค์” เพราะที่ผ่านมาธปท.ได้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ห้ามส่งลิ้งค์ ดังนั้น ถ้าได้รับลิ้งค์แนะนำว่า “อย่ากดลิ้งค์และให้โทรสอบถามต้นสังกัด”
คาดเศรษฐกิจภาคอีสานปี66 หดตัวในกรอบ -2.0 ถึง -1.0% ก่อนกลับมาขยายตัวปี67
ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภอ. กล่าวในหัวข้อ“ชวนคุยทิศทางเศรษฐกิจ ชวนคิดปรับโครงสร้างภาคเกษตรอีสาน”โดยะบุว่า ธปท.สภอ. ได้ศึกษาและจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคที่ให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งผลประมาณการเศรษฐกิจอีสานปี 66 คาดว่าหดตัวในช่วงร้อยละ -2.0 ถึง -1.0 โดยหดตัวเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคก่อสร้าง และปี 67 ขยายตัวเล็กน้อย อยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับประเทศ
โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่อีสานพึ่งพิงมากถึง 1 ใน 3 ได้แก่ ภาคเกษตรและการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรหดตัวจากสถานการณ์ภัยแล้ง เช่นเดียวกับด้านรายได้สุทธิของครัวเรือนในภาคอีสาน ปี 66-67 ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีมากถึง 4.3 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ GRP ที่ขยายตัวต่ำใน 2 ปีนี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังของโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่ผลิตภาพลดต่ำลงตลอดในช่วง 5 ปีหลังนี้
นอกจากนี้ ธปท. สภอ. ได้พัฒนาเครื่องชี้ Well-being Index สะท้อนความกินดีอยู่ดีของคนในอีสาน พบว่า แม้มิติด้านรายได้และการจ้างงานโดยรวมอีสานต่ำกว่าระดับประเทศ แต่ด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานมีความโดดเด่นกว่าภาพรวมประเทศโดยเปรียบเทียบ
สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนในอีสานในระยะข้างหน้า ท้ายสุด ธปท.สภอ. ให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการมีส่วนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินภาคอีสานในระยะยาว ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ในพื้นที่
สำหรับการเสวนาภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน ให้ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ความยั่งยืน” ผ่านการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณมานพ แก้วโกย ผู้บริหาร หจก. เนเจอร์ฟูดโปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง และ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นผู้ดำเนินรายการ จากการเสวนาสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ข้อ ดังนี้
(1) ทำไมภาคเกษตรอีสานถึงต้องปรับเปลี่ยน โดยปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ อีกทั้งเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ (High Risk Low Return) กอปรกับสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้น เช่น สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน ส่งผลให้ดินจะอุ้มน้ำได้น้อยลงกระทบต่อผลผลิต รวมถึงกิจกรรมการเกษตรส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ
(2) อะไรเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน นโยบายภาครัฐส่วนใหญ่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น และอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับตัว นำมาซึ่งผลิตภาพภาคเกษตรที่ลดลงมาโดยตลอด และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ภาคเกษตรที่ยังเรื้อรังทำให้เกษตรกรยังทำเกษตรรูปแบบเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการปรับเปลี่ยน
(3) แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน การปรับตัวของเกษตรกรเหมือนคนทั่วไปมองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและแรงจูงใจเป็นอันดับแรก โดยปกติการปรับเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่หากทำให้เกษตรกรเห็นว่าผลดีที่จะเกิดขึ้นมีอะไรและช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรผ่านรูปแบบประกันความเสียหาย จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีมากขึ้น และ
(4) ใครต้องปรับตัว ผู้ร่วมเสวนาให้ความเห็นในทางเดียวกันว่าในการขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน จำเป็นต้องปรับตัวทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การมี Platform รายงานคุณภาพดินแบบเรียลไทม์ ให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ภาครัฐทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล (Big Data) และภาคเอกชนเป็นผู้จัดทำ Platform และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะระบบการจัดการน้ำให้ทั่วถึง







