
‘เครดิต สวิส’ ลุยธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
เครดิต สวิส ประเดิมบริหารความมั่งคั่งในไทย โฟกัสกลุ่มเจ้าสัว-ทายาทเศรษฐี มีสินทรัพย์เริ่มต้น 75 ล้านบาทยัน 1.8 พันล้านบาท เชื่อโอกาสเติบโตสูง หลังข้อมูลพบคนไทยรวยมีสินทรัพย์รวม 16 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงเทียบเกาหลี-สิงคโปร์ ชูจุดแข็งเครือข่าย/ผู้เชี่ยวชาญ หนุนลูกค้าลงทุนต่างประเทศรับผลตอบแทนสูง
นายพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์ประจำประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาเครดิต สวิสได้จัดตั้งธุรกิจบริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากดำเนินธุรกิจด้านวานิชธนกิจในไทยมาแล้วกว่า 16 ปี ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถช่วยลูกค้าทำดีลต่างๆ กว่า 17 รายการ มูลค่ารวมกว่า 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเพื่อเป็นการต่อยอดจากความแข็งแกร่งที่มีอยู่ จึงเริ่มต้นเปิดบริการบริหารความมั่งคั่งในไทย โดยเสนอแฟลตฟอร์มการลงทุนในต่างประเทศแบบครอบคลุมผ่านทางศูนย์ Private Banking ประจำภูมิภาคในสิงคโปร์ โดยภายในปลายปีนี้จะเพิ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำลูกค้าเป็น 10คนจากที่เริ่มจาก 6 คน
ทั้งนี้ สาเหตุที่เปิดให้บริการดังกล่าว มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกณฑ์การให้นักลงทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น 2.แนวโน้มค่าเงินที่มีความผันผวนในปัจจุบันส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการที่จะกระจายความเสี่ยงมากขึ้น และ 3.ทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมองอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปีอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้มีรายได้น้อย แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกภายใต้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว
หากดูตัวเลขในประเทศไทย จะพบว่ามีผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net-Worth) ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35 ล้านบาท มีจำนวนสูงถึง 9.1 หมื่นคน มีสินทรัพย์รวมประมาณ 4.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 5.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ไต้หวัน ขณะเดียวกัน ไทยมีสินทรัพย์สูงกว่าประเทศมาเลเซียที่มีสินทรัพย์กลุ่มนี้เพียง 4.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net-Worth) ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินตั้งแต่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท สูงถึง 340 คน สะท้อนให้เห็นโอกาสการขยายธุรกิจในกลุ่มลูกค้าดังกล่าว
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเครดิต สวิส จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 70-75 ล้านบาท และกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีสินทรัพย์มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุที่มุ่งเน้น 2 กลุ่มนี้ เนื่องจากข้อมูลพบว่า 66% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ตลอดจนทายาทธุรกิจรุ่นต่อไป ประกอบกับกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงต้องการหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) เพราะหากดูผลิตภัณฑ์การลงทุนของคนไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในเงินฝากประจำที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน อนุพันธุ์ต่างๆ จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
"กฎระเบียบที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธปท. เป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ และลูกค้าเองก็ต้องการต่อยอดการลงทุนจากในประเทศไปสู่ต่างประเทศ ซึ่งเรามีทีมผู้เชียวชาญจากสิงคโปร์กว่า 200 คนคอยให้คำแนะนำ และวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สินให้ลูกค้าได้ รวมถึงมีโปรดักต์ของตัวเองและในตลาดที่จะแนะนำลูกค้าได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา และเชื่อว่าในอนาคตทางการจะต้องมีการผ่อนคลายอะไรเพิ่มเติมอีก"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,160 วันที่ 26 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายพรชัย ประเสริฐสินธนา กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์ประจำประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาเครดิต สวิสได้จัดตั้งธุรกิจบริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากดำเนินธุรกิจด้านวานิชธนกิจในไทยมาแล้วกว่า 16 ปี ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถช่วยลูกค้าทำดีลต่างๆ กว่า 17 รายการ มูลค่ารวมกว่า 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเพื่อเป็นการต่อยอดจากความแข็งแกร่งที่มีอยู่ จึงเริ่มต้นเปิดบริการบริหารความมั่งคั่งในไทย โดยเสนอแฟลตฟอร์มการลงทุนในต่างประเทศแบบครอบคลุมผ่านทางศูนย์ Private Banking ประจำภูมิภาคในสิงคโปร์ โดยภายในปลายปีนี้จะเพิ่มทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำลูกค้าเป็น 10คนจากที่เริ่มจาก 6 คน
ทั้งนี้ สาเหตุที่เปิดให้บริการดังกล่าว มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกณฑ์การให้นักลงทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น 2.แนวโน้มค่าเงินที่มีความผันผวนในปัจจุบันส่งผลให้นักลงทุนมีความต้องการที่จะกระจายความเสี่ยงมากขึ้น และ 3.ทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมองอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั้งปีอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่เชื่อว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยลดต้นทุนให้กับผู้มีรายได้น้อย แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกภายใต้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว
หากดูตัวเลขในประเทศไทย จะพบว่ามีผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net-Worth) ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35 ล้านบาท มีจำนวนสูงถึง 9.1 หมื่นคน มีสินทรัพย์รวมประมาณ 4.56 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีใต้ที่มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 5.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ไต้หวัน ขณะเดียวกัน ไทยมีสินทรัพย์สูงกว่าประเทศมาเลเซียที่มีสินทรัพย์กลุ่มนี้เพียง 4.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Net-Worth) ที่มีสินทรัพย์ทางการเงินตั้งแต่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท สูงถึง 340 คน สะท้อนให้เห็นโอกาสการขยายธุรกิจในกลุ่มลูกค้าดังกล่าว
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเครดิต สวิส จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 70-75 ล้านบาท และกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีสินทรัพย์มากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุที่มุ่งเน้น 2 กลุ่มนี้ เนื่องจากข้อมูลพบว่า 66% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ตลอดจนทายาทธุรกิจรุ่นต่อไป ประกอบกับกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงต้องการหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) เพราะหากดูผลิตภัณฑ์การลงทุนของคนไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในเงินฝากประจำที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน อนุพันธุ์ต่างๆ จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
"กฎระเบียบที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธปท. เป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ และลูกค้าเองก็ต้องการต่อยอดการลงทุนจากในประเทศไปสู่ต่างประเทศ ซึ่งเรามีทีมผู้เชียวชาญจากสิงคโปร์กว่า 200 คนคอยให้คำแนะนำ และวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สินให้ลูกค้าได้ รวมถึงมีโปรดักต์ของตัวเองและในตลาดที่จะแนะนำลูกค้าได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา และเชื่อว่าในอนาคตทางการจะต้องมีการผ่อนคลายอะไรเพิ่มเติมอีก"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,160 วันที่ 26 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






