thansettakij
thansettakij
เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ ที่ระดับ  37.90 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ ที่ระดับ  37.90 บาทต่อดอลลาร์

31 ต.ค. 65 | 01:43 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ต.ค. 65 | 08:54 น.

ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้ม Sideways ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ กับค่าเงินบาท รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 37.90 บาทต่อดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 37.92 บาทต่อดอลลาร์
 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่า สัปปดาห์ที่ผ่านมา ความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดที่มองว่าเฟดอาจชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยยังคงหนุนให้ตลาดอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On)
 

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ไฮไลท์สำคัญที่ต้องจับตาและระมัดระวังความผันผวนในตลาด คือ การประชุม FOMC ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน ก็ยังคงมีผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน

 

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้
 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
 
ฝั่งสหรัฐฯ –
ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมเฟด (FOMC meeting) โดยเราคาดว่า เฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย +75bps สู่ระดับ 4.00% ตามที่ตลาดได้คาดการณ์และรับรู้ไปมากแล้ว เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยรวมยังคงตึงตัวและแข็งแกร่ง

 

 

ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยของเฟดจากถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วง Press Conference ซึ่งต้องระวังความผันผวนในตลาดการเงิน (ตลาดอาจปิดรับความเสี่ยง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้น) หากประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดอาจพิจารณาปรับลดอัตราการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป หรือไม่ได้ส่งสัญญาณว่าบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างกังวลผลกระทบจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมากขึ้น  
 

ขณะเดียวกัน ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนตุลาคมก็อาจลดลงเหลือ 1.9-2.0 แสนราย ซึ่งจะสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงาน (Unemployment) สู่ระดับ 3.6% ทว่า อัตราการเติบโตของค่าจ้างรายชั่วโมง (Average Hourly Earnings) จะยังอยู่ในระดับสูง +4.7%y/y แม้ว่าจะชะลอลงมาบ้าง แต่ก็ยังสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากตลาดแรงงานนั้นยังคงมีอยู่ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
 

โดยหากรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด (คาดการณ์แนวโน้มผลกำไรก็ควรดีกว่าคาดเช่นกัน) ก็อาจพอช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินให้อยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่องได้

 

อนึ่ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ อาจสะท้อนภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย ISM (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนตุลาคม อาจลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 50 จุด และ 55.1 จุด ตามลำดับ (ดัชนีมากกว่า 50 หมายถึง ภาวะขยายตัว) ส่วนข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็อาจเริ่มเห็นการชะลอลงของการเปิดรับสมัครงาน โดยยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) อาจลดลงสู่ระดับ 9.6 ล้านคน จาก 10 ล้านคน
 

ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญในฝั่งยุโรป คือ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดว่า BOE จะเดินหน้าเร่งขึ้นดอกเบี้ย +75bps สู่ระดับ 3.00% หลังเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่า 10% อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตามุมมองของ BOE ต่อการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต หลังเศรษฐกิจอังกฤษชะลอตัวลงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการที่ลดลงต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำกว่า 50 จุด พอสมควร (ดัชนีต่ำกว่า 50 จุด หมายถึง ภาวะหดตัว)
 

ฝั่งเอเชีย – ตลาดมองว่าการทยอยเปิดประเทศของญี่ปุ่นจะช่วยหนุนให้ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายนโตราว +0.8%m/m หนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่วนในฝั่งจีน แนวโน้มเศรษฐกิจยังดูไม่สดใสนัก ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบาย Zero COVID ซึ่งจะส่งผลให้ ดัชนี PMI ภาคการบริการเดือนตุลาคม ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 50.1 จุด ส่วนภาคการผลิตก็จะได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าจากต่างประเทศที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตอาจลดลงสู่ระดับ 49.8 จุด ในฝั่งนโยบายการเงิน ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง +25bps สู่ระดับ 2.85% และ 2.75% ตามลำดับ เพื่อลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าเงิน ท่ามกลางแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
 

ฝั่งไทย – การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาทำให้ตลาดประเมินว่า ภาคการผลิตของไทยอาจขยายตัวในอัตราชะลอลง สอดคล้องกับดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนตุลาคมที่จะลดลงสู่ระดับ 55.5 จุด ทั้งนี้ เราคาดว่าระดับฐานราคาที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI เดือนตุลาคม ชะลอลงสู่ระดับ 6.1% อนึ่ง ผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่จะหนุนราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีการปรับตัวขึ้นราว +0.7% จากเดือนก่อนหน้า
 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังคงมีแนวโน้ม Sideways และอาจอ่อนค่าลงทะลุระดับ 38.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ (Correlation กับค่าเงินบาทเกือบ 80%) รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ และทิศทางของเงินหยวนจีนที่จะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทได้ในสัปดาห์นี้
 

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ (และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดอาจชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หรือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานไม่ได้แย่ลงมาก อนึ่ง หากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ได้แย่กว่าคาด ก็อาจพอช่วยพยุงบรรยากาศในตลาดการเงิน ซึ่งอาจชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
 

เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
 
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 37.75-38.40 บาท/ดอลลาร์
 
ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.80-38.00 บาท/ดอลลาร์

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 38.00 มาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 38.05-38.07 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.50 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 37.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ เงินบาทอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับเงินหยวนและสกุลเงินเอเชียบางส่วน 


ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนจากการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4% อีกครั้ง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดี โดยอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวขึ้น 

ทั้งนี้แม้ PCE Price Index ทรงตัวอยู่ที่ 6.2% YoY เดือนก.ย. เท่ากับ ในเดือนส.ค. แต่ Core PCE Price Index ยังคงขยับขึ้นไปที่ 5.1% YoY .ในเดือนก.ย. จาก 4.9% YoY ในเดือนส.ค. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 59.9 ในเดือนต.ค. สูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่รายงานก่อนหน้านี้ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 37.90-38.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจและการเงินไทยเดือนก.ย. ทิศทางฟันด์โฟลว์ สถานการณ์ค่าเงินในภูมิภาค (โดยเฉพาะค่าเงินหยวนและเงินเยน) PMI ภาคการผลิตเดือนต.ค.ของจีน รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 และอัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของยุโรป