thansettakij
thansettakij
SCN ลุ้นขายก๊าซอัดดันยอด ฟุ้งตลาดเติบโต พร้อมอัดอีก 600 ล้านลุยปั๊ม NGV อีก 3 แห่งปีนี้

SCN ลุ้นขายก๊าซอัดดันยอด ฟุ้งตลาดเติบโต พร้อมอัดอีก 600 ล้านลุยปั๊ม NGV อีก 3 แห่งปีนี้

17 พ.ค. 59 | 07:00 น.
“เอสซีเอ็น” เผยลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมยังเติบโต ลุ้นทำสัญญาขายก๊าซอัดลูกค้าเอกชนรายใหญ่-เอสเอ็มอีอีกเพียบ ดันยอดขายก๊าซแตะ 2หมื่นล้านบีทียูต่อวันภายในปี 2560 จากปีนี้อยู่ที่ 8 พันล้านบีทียูต่อวันพร้อมทุ่มอีก 600 ล้านบาท ลุยธุรกิจปั๊มเอ็นจีวีเพิ่มอย่างน้อยอีก 3 แห่งปีนี้ จากปัจจุบันมี 7 แห่ง

[caption id="attachment_53526" align="aligncenter" width="359"] ฤทธี กิจพิพิธ  กรรมการบริหารผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัทสแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ฤทธี กิจพิพิธ
กรรมการบริหารผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด
บริษัทสแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน)[/caption]

นายฤทธี กิจพิพิธ กรรมการบริหารผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาดบริษัทสแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน)หรือ เอสซีเอ็น เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้กลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม กระดาษ และเหล็ก หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติแทนนํ้ามันเตาเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทได้รับการติดต่อจากลูกค้าหลายราย โดยในปีนี้คาดว่าจะมีลูกค้ารายใหญ่ที่มีความต้องการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงขนาด 500-1 พันล้านบีทียูต่อวัน เพิ่มขึ้นอีก 2-3 รายและยังมีกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่มีความต้องการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 20 ล้านบีทียูต่อวัน อีกหลายราย

โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายก๊าซธรรมชาติอัดสำหรับอุตสาหกรรม(iCNG) เติบโตกว่าเท่าตัว จากปี 2558 มียอดขายอยู่ที่ 3.2 พันล้านบีทียูต่อวัน เพิ่มเป็น 8 พันล้านบีทียูต่อวัน และจะเพิ่มเป็น2 หมื่นล้านบีทียูต่อวันในปี 2560 จากนั้นในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบีทียูต่อวัน เนื่องจากพบว่ายังมีลูกค้าอีกหลายกลุ่มที่สนใจหันมาใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้น้ำมันเตาแล้วมีความสกปรก ควบคุมยาก

นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรด้วยซึ่งหากยอดขายก๊าซของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านบีทียูต่อวัน ก็จำเป็นต้องลงทุนสถานีรับก๊าซที่ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติมจากปัจจุบันรองรับได้ 2 หมื่นล้านบีทียูต่อวัน ส่วนขนาดสถานีจะต้องพิจารณาความเหมาะสมต่อไป แต่เงินลงทุนจะใช้ประมาณ300 ล้านบาทต่อ 1 หมื่นล้านบีทียู นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติสำหรับอุตสาหกรรมเพิ่มเติมโดยไม่มีแผนนำเข้าเอง จากปัจจุบันที่ซื้อก๊าซมาจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)เพื่อป้อนให้ลูกค้าอุตสาหกรรมที่อยู่นอกเส้นแนวท่อก๊าซ โดยใช้รถบรรทุกขนส่งทั้งหมด โดยคาดว่าแนวโน้มรายได้ของบริษัทปีนี้จะเติบโตกว่า 40% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมกว่า 2 พันล้านบาท โดยส่วนใหญ่ยังคงมาจากยอดขายก๊าซอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจก่อสร้างและซ่อมบำรุงสถานีบริการเอ็นจีวีจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี

สำหรับกรณี ปตท. อยูร่ ะหว่างขออนุมัติจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพื่อปรับสูตรราคาก๊าซภาคอุตสาหกรรมนั้น ทางบริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทรับซื้อก๊าซจาก ปตท. เพื่อส่งให้ลูกค้า ขณะเดียวกันตอนนี้ ทาง กกพ.ก็ยังไม่กำหนดใช้สูตรก๊าซใหม่ และแม้ว่า ปตท.จะขอปรับขึ้นแต่คงไม่มากนักจนส่งผลกระทบให้ลูกค้ายกเลิกใช้ก๊าซ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 1% ของสัญญาเดิมเท่านั้น แต่ในช่วงที่ราคาก๊าซลงไม่ทันตามราคานํ้ามันเตาทำให้ ปตท.ขายขาดทุน จึงคงต้องการปรับสูตรชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบเท่านั้น

นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในธุรกิจสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ปัจจุบันมีสถานีบริการเอ็นจีวีของบริษัท ภายใต้ชื่อสแกนอินเตอร์ 4แห่ง และร่วมทุนกับบริษัท ซัสโก้ จำกัด(มหาชน) อีก 3 แห่ง และในปีนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อกิจการสถานีบริการเอ็นจีวี 3 แห่ง รวมทั้งเตรียมลงทุนสถานีบริการเอ็นจีวีแห่งใหม่เพิ่มอีก คาดว่าจะใช้เงิน 600 ล้านบาท โดยพบว่าทาง ปตท.ต้องการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งทางบริษัทก็มีความพร้อม ส่วนกรณีที่ ปตท.ต้องการขายสถานีบริการเอ็นจีวีบางแห่งนั้น ทางบริษัทเคยสนใจสอบถาม แต่พบว่าในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ

“ราคาก๊าซเอ็นจีวีมีแนวโน้มลดลงเพราะอิงราคานํ้ามันดิบตลาดโลกเมื่อ 6เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ราคานํ้ามันดิบปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาก๊าซกำลังลงดังนั้นราคาขายปลีกเอ็นจีวีเดือนหน้ามีแนวโน้มลดลงอีก นอกจากนี้หลังจากที่ปตท.ขายเอ็นจีวีขาดทุน จึงต้องการเพิ่มผู้ประกอบการหลายๆ รายลงทุนในสถานีเอ็นจีวี ปัจจุบันมีสถานีบริการเอ็นจีวีทั้งสิ้นประมาณ 500 แห่ง เป็นของ ปตท.380-400 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นของเอกชนรายอื่น อย่างไรก็ตามบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการสถานีบริการเอ็นจีวี 3 แห่ง ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ระยองซึ่งเป็นของเอกชนรายเล็ก” นายฤทธีกล่าว

นายฤทธี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังสนใจลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนล่าสุดได้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 1 โครงการ ขนาด 5เมกะวัตต์ ซึ่งร่วมกับสหกรณ์ในพื้นที่จ.นครปฐม คาดว่าเริ่มก่อสร้างและแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้ ทำให้รับรู้รายได้ 60 ล้านบาทต่อปี

Photo Cover : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,157 วันที่ 15 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market