thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ "อ่อนค่า" ที่ระดับ 32.30 บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ "อ่อนค่า" ที่ระดับ 32.30 บาท/ดอลลาร์

24 ก.พ. 65 | 00:47 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 65 | 08:53 น.

ค่าเงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนจากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ โดยในระยะสั้นนี้ แนวต้านสำคัญของเงินบาทจะอยู่ใกล้โซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ "อ่อนค่า" ลงเล็กน้อย จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 32.27 บาท/ดอลลาร์

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่กว้าง โดยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน/นาโต้ รวมถึง สถานการณ์การระบาดของโอมิครอนในประเทศไทยที่ยังน่ากังวลอยู่ จะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้จากความเสี่ยงดังกล่าว 

 

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก เพราะหากเกิดสงครามขึ้น ราคาทองคำก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หนุนให้ผู้เล่นทยอยขายทำกำไร โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับ 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้เราคงมองว่า เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนจากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ โดยในระยะสั้นนี้

แนวต้านสำคัญของเงินบาทจะอยู่ใกล้โซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งผู้ส่งออกจำนวนมากต่างรอขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะที่ในส่วนแนวรับจะอยู่ในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้นำเข้าอาจรอเข้าซื้อเงินดอลลาร์มากขึ้น หลังจากที่การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้าได้ส่งผลให้ ผู้นำเข้าส่วนใหญ่ได้มีการปิดความเสี่ยงค่าเงินไปมากแล้ว

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.40 บาท/ดอลลาร์

 

ความกังวลว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน/นาโต้อาจบานปลายสู่สงครามได้ในเร็ววันนี้ ยังคงกดดันให้ผู้เล่นในตลาดไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงและเลือกที่จะลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงลง โดยผู้เล่นในตลาดเริ่มกังวลกับสถานการณ์ความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากที่ทางการยูเครนได้เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน 30 วัน พร้อมกับเตรียมระดมพลกำลังสำรองเพื่อรับมือการโจมตีจากรัสเซีย สะท้อนว่าทางการยูเครนอาจเห็นแนวโน้มว่ารัสเซียจะเปิดฉากโจมตีได้ในระยะสั้น หลังจากที่ผ่านมาทางการยูเครนมองว่ารัสเซียไม่ได้ยกกำลังพลมาเพื่อทำสงคราม

 

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนทียังคงร้อนแรงอยู่ ส่งผลให้ ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปรับฐานต่อเนื่อง นำโดยดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ที่ดิ่งลง -2.57% จากทั้งความกังวลสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนและแนวโน้มเฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดได้เร็ว ส่วนดัชนี S&P500 ก็ปรับตัวลงราว -1.84% 

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่องราว -0.3% โดยแรงเทขายหุ้นกระจุกตัวในกลุ่มการเงิน อาทิ Adyen -3.1%, BNP Paribas -1.9%, Intesa Sanpaolo -1.5%, Santander -1.3% เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจมองว่า หากรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรง โดยเฉพาะการคว่ำบาตรตัดรัสเซียออกจากระบบการโอนเงิน SWIFT ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจของกลุ่มการเงินในยุโรปได้

 

ทั้งนี้ เรามองว่า ประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน/นาโต้จะยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนต่อไปในระยะสั้น และคงแนะนำให้รอจังหวะตลาดปรับฐานหนักในการทยอยเข้าซื้อ Buy on Dip โดยเฉพาะในกรณีที่มีการรบกันเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับยูเครน

 

ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ ภาวะระมัดระวังตัวของตลาดส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ แกว่งตัว sideways ใกล้ระดับ 1.97% โดยจะเห็นได้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไม่ได้ปรับตัวลงไปมากนัก เพราะตลาดก็ยังคงกังวลแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟดอยู่ สอดคล้องกับ มุมมองของเราที่มองว่าในระยะสั้นบอนด์ยีลด์ ยังคงมีโอกาสผันผวนและแกว่งตัวในกรอบ sideways ไปก่อน จนกว่าความเสี่ยงสงครามจะคลี่คลายลงได้ ตลาดถึงจะกลับมาให้น้ำหนักทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายเราคาดว่า แนวโน้มนโยบายการเงินที่จะเข้มงวดมากขึ้น จะหนุนให้บอนด์ยีลด์สามารถทยอยปรับตัวขึ้นต่อได้

 

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมือเทียบกับสกุลเงินหลัก จากแรงซื้อดอลลาร์เพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดกังวลความเสี่ยงสงคราม ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 96.20 จุด ขณะที่สกุลเงินหลักฝั่งยุโรป ทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์ (GBP) ต่างก็อ่อนค่าลงต่อเนื่องสู่ระดับ 1.13 ดอลลาร์ต่อยูโร และ 1.354 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น แต่ความเสี่ยงปัญหาความขัดแย้งรัสเซียกับยูเครนที่ยังร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 1,912 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นบางส่วนอาจเข้ามาทยอยขายทำกำไรทองคำได้ และโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำก็จะเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้ แม้ตลาดจะปิดรับความเสี่ยงก็ตาม

 

สำหรับวันนี้ ประเด็นสำคัญที่ตลาดจะจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนและชาติพันธมิตร NATO เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจบานปลายสู่สงครามและกดดันให้ตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยงอย่างหนักในระยะสั้นได้

 

ส่วนในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดมองว่า ยอดการส่งออกของไทยในเดือนมกราคมมีแนวโน้มขยายตัวราว +18%y/y ตามภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกหลังการระบาดโอมิครอนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าอาจพุ่งขึ้นกว่า +21%y/y จากราคาสินค้าพลังงานที่เร่งตัวสูงขึ้น ทำให้ดุลการค้าในเดือนมกราคมอาจขาดดุลเล็กน้อย 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.33 บาทต่อดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 32.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนในด้านอ่อนค่า

 

ขณะที่คงต้องติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างยูเครน-รัสเซีย ตลอดจนมาตรการค่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก ที่อาจหนุนเงินดอลลาร์ฯ ให้ขยับแข็งค่าขึ้นในระหว่างวันในฐานะสกุลเงินปลอดภัย

 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 32.25-32.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามจะอยู่ที่ประเด็น/สถานการณ์ในยูเครน ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค. ข้อมูลจีดีพี ไตรมาส 4/2564 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์