thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว”ที่ระดับ 33.00บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว”ที่ระดับ 33.00บาท/ดอลลาร์

07 ก.พ. 65 | 00:21 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.พ. 65 | 11:04 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท แนวโน้มเคลื่อนไหวตามบรรยากาศการลงทุนในตลาด โดยหากตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่องก็สามารถหนุนให้เงินบาทแข็งค่าสู่แนวรับสำคัญโซน 32.80-32.90 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.00 บาทต่อดอลลาร์”ทรงตัว” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า  แนะติดตามท่าที กนง. ต่อแนวโน้มเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่า 4 ครั้ง

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่า  สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโดยรวมกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดยรายงานผลประกอบการที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด และมุมมองของตลาดที่คลายกังวลโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนมีนาคม

 

สำหรับสัปดาห์นี้ ควรติดตามรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์นี้ได้

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

 

ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ (CPI) ในเดือนมกราคมจะเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 7.3% หนุนโดยราคาสินค้าในกลุ่ม Reopening อาทิ ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น และราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เฟดเคยคาดการณ์ไว้ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น จะส่งผลให้เฟดเตรียมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

 

ล่าสุดผู้เล่นในตลาดต่างคาดว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 5 ครั้งในปีนี้ โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนมีนาคม ทั้งนี้ จุดที่น่าสนใจและอาจกระทบต่อตลาดการเงินได้คือโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งตลาดมองว่ามีโอกาสถึง 40% และตลาดอาจเชื่อในมุมมองดังกล่าวมากขึ้นได้ หากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาดและตลาดแรงงานฟื้นตัวแข็งแกร่ง

 

อนึ่ง แนวโน้มสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนที่อาจผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้วอาจช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Uof Michigan Consumer Sentiment) เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแตะระดับ 67.5 จุด นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งหากออกมาดีกว่าคาดก็อาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนให้อยู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงต่อได้

 

ฝั่งยุโรป – ตลาดมองว่า นักลงทุนสถาบันยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปรวมถึงแนวโน้มตลาดหุ้นยุโรป หลังสถานการณ์การระบาดของโอมิครอนอาจผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้ว และข้อมูลเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งมุมมองดังกล่าวจะสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 15.2 จุด

 

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังและติดตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนและชาติพันธมิตร NATO อย่างใกล้ชิด หลังการเจรจาที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จในการลดความตึงเครียด ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างเดินหน้าเสริมกำลังทหารในพื้นที่ ทำให้ยังมีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจบานปลายสู่สงครามและกดดันให้ตลาดการเงินปิดรับความเสี่ยงได้

 

ฝั่งเอเชีย – ตลาดประเมินว่า ผลกระทบจากการระบาดของโอมิครอนในช่วงต้นปีจะกดดันให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในภาคการบริการชะลอลง สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Caixin Services PMI) เดือนมกราคม ที่จะลดลงแตะระดับ 50.5 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว)

 

ทั้งนี้ในฝั่งอินเดีย ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจต่อ แม้ว่าอินเดียอาจไม่ได้เผชิญปัญหาการระบาดของโอมิครอนที่รุนแรงนักก็ตาม

 

เช่นเดียวกันกับฝั่งอินโดนีเซีย ตลาดมองว่า แนวโน้มการทยอยฟื้นตัวเศรษฐกิจจะส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50% จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดีหรือเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาก 

 

ฝั่งไทย – เรามองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดย กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50%

 

ทั้งนี้ ควรติดตามว่า กนง. จะมีท่าทีต่อแนวโน้มเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่า 4 ครั้งอย่างไร หรือ กนง. จะเริ่มแสดงความกังวลแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากขึ้นหรือไม่ อนึ่ง ปัญหาการระบาดของโอมิครอนในช่วงที่ผ่านมาและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจกดดันให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนมกราคม ย่อตัวลงเล็กน้อยแตะระดับ 46 จุด ได้

 

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามบรรยากาศการลงทุนในตลาด โดยหากตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่องก็สามารถหนุนให้เงินบาทแข็งค่าสู่แนวรับสำคัญโซน 32.80-32.90 บาทต่อดอลลาร์ ได้แต่เรามองว่า เงินบาทจะยังไม่แข็งค่าหลุดแนวรับดังกล่าวจนกว่าปัจจัยพื้นฐานในประเทศฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน

 

นอกจากนี้ เรามองว่านักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรการแข็งค่าของเงินบาทก็อาจรอทยอยขายทำกำไรในโซนดังกล่าว อนึ่ง เราเริ่มเห็นแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้ส่งออกในช่วง 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นแนวต้านสำคัญในระยะนี้

 

ส่วนเงินดอลลาร์อาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดการเงินกลับมาผันผวนหนัก ในกรณีที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งขึ้นมากกว่าคาด จนทำให้ตลาดกลับมากังวลโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเยอะกว่าคาด อย่างไรก็ดี เรามองว่า รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาดอาจช่วยลดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงได้

 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.80-33.20 บาท/ดอลลาร์

 

ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.10 บาท/ดอลลาร์

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ที่ 32.84 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ฯ (9.50 น.) แข็งค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ

 

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับทิศทางค่าเงินหยวน ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากสัญญาณที่สะท้อนว่า ทางการไทยไม่น่าจะกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศจะเร่งตัวสูงขึ้นในระยะนี้

 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ คาดไว้ที่ 32.80-33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางค่าเงินหยวน ฟันด์โฟลว์ มาตรการและสถานการณ์โควิด-19 ตลอดจนดัชนี PMI ภาคบริการเดือนม.ค. ของจีน