thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “อ่อนค่า” ที่ระดับ  33.32 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “อ่อนค่า” ที่ระดับ 33.32 บาท/ดอลลาร์

01 พ.ย. 64 | 00:42 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 64 | 09:11 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “อ่อนค่า” ยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบเดิมต่อจากปัจจัยดอลลาร์สหรัฐ เหตุสัปดาห์นี้จะมีทั้งการประชุมเฟด รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐ และต้องระวังโฟลว์เก็งกำไรทองคำ ตลาดรอจังหวะในกรอบ 1,760-1,810 ดอลลาร์ต่อออนซ์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “อ่อนค่า” ที่ระดับ  33.32 บาท/ดอลลาร์ ลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ 

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโดยรวมเริ่มผัวผวนและมีการย่อตัวลงมาบ้าง หลังแรงหนุนจากรายงานงบการเงินเริ่มลดลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาโฟกัสทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางมากขึ้น

 

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยในส่วนของเฟด ตลาดจะรอจับตาแนวโน้มการปรับมาตรการคิวอี และมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า

 

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด โดยตลาดมองว่า เฟดจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ตามเดิม อย่างไรก็ดี เฟดอาจมีการประกาศแผนการลดคิวอีที่ชัดเจนขึ้น โดยเฟดอาจลดคิวอีในอัตราเดือนละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ตลาดจะจับตามุมมองของเฟดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อ หลังตลาดเชื่อว่า เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปีหน้า จากแรงกดดันเงินเฟ้อ

 

ในส่วนข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดคาดว่า ทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาคการบริการที่จะกลับมาขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น ชี้จาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนตุลาคม ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 62 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง การขยายตัว)

 

และที่สำคัญ ตลาดแรงงานก็มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อาจเพิ่มขึ้นกว่า 4 แสนรายในเดือนตุลาคม ช่วยให้อัตราว่างงาน (Unemployment) ลดลงเหลือ 4.7%

 

 

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการหาแรงงานที่ยากขึ้นจะช่วยให้รายได้ของแรงงาน (Average Hourly Earning) ปรับตัวขึ้นกว่า +4.9%y/y ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้เฟดคลายกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ และการใช้จ่ายครัวเรือน

 

ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์ของตลาดยุโรป คือ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งตลาดส่วนใหญ่มองว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.25% จาก 0.10% หลังเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นเกินเป้าหมายและเศรษฐกิจก็ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น แต่เราเชื่อว่า BOE จะคงดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน เพื่อประเมินผลกระทบจากการระบาดของเดลต้าและติดตามการฟื้นตัวตลาดแรงงาน ทั้งนี้ควรติดตามแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจหนุนให้ BOE ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดได้

 

นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว ตลาดประเมินว่า การบริโภคในยูโรโซนจะฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้คนเริ่มปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับสถานการณ์ COVID โดย ยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะโต +0.3% จากเดือนก่อนหน้าและช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน

 

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งปัญหาในภาคอสังหาฯ การคุมเข้มภาคธุรกิจ และปัญหาการระบาดของ Delta ระลอกใหม่ ซึ่งตลาดประเมินว่า ภาคการผลิตและภาคการบริการอาจชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ชี้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการที่จะลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 49.6 จุด และ 53 จุด ตามลำดับ

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาผลการประชุมธนาคารกลางโดยเฉพาะธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ว่าจะมีมุมมองต่อนโยบายการเงินอย่างไร หลังบอนด์ยีลด์ 3 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 1.22% สูงกว่า เป้าหมายของ RBA ที่ 0.10% ไปมาก และสะท้อนมุมมองของตลาดที่เชื่อว่า RBA อาจขึ้นดอกเบี้ยได้หลายครั้ง อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่า RBA จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% แต่อาจยกเลิกการคุมระดับบอนด์ยีลด์ 3 ปี ส่วนธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

ฝั่งไทย – ตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังการทยอยผ่อนคลาย Lockdown ดังจะสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จะปรับตัวขึ้นแตะระดับ 43 จุด และ 42 จุด ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ การใช้จ่ายที่ฟื้นตัว รวมถึงราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากปีก่อนหน้า จะหนุนให้อัตราเงินเฟ้อ (CPI) เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 1.80%

 

ส่วนกิจกรรมในภาคการผลิตแม้โดยรวมจะยังคงหดตัว แต่ก็เป็นการหดตัวในอัตราที่ชะลอลงและมีโอกาสที่ภาคการผลิตจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนตุลาคมที่จะปรับตัวขึ้นแตะระดับ 49 จุด

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนในกรอบเดิมต่อ โดยเงินดอลลาร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทผันผวนได้ เนื่องจากสัปดาห์นี้จะมีทั้งการประชุมเฟด รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ รวมถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และต้องระวังความผันผวนจากโฟลว์เก็งกำไรทองคำ

 

เนื่องจากเราคาดว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,760-1,810 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดทองคำต่างรอจังหวะเล่นรอบในกรอบดังกล่าว นอกจากนี้ โฟลว์ขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ ก็อาจสร้างแรงกดดันและความผันผวนให้กับเงินบาทได้ หากผู้เล่นในตลาดกังวลแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง จนลดการถือครองทั้งหุ้นและบอนด์ลงในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเงินบาทจะผันผวนในสัปดาห์นี้ แต่เราคงมองว่า แนวรับเงินบาทอยู่ในโซน 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งผู้นำเข้ายังรอซื้อเงินดอลลาร์ ส่วนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์ของผู้ส่งออก

 

ส่วนในมุมแนวโน้มเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่าเงินดอลลาร์จะผันผวนหนักและเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลง หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณรีบใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หลังจากที่เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วจนดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แตะระดับ 94.16 จุด จากมุมมองของตลาดที่เชื่อว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดได้เร็วกว่าคาด นอกจากนี้ เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของเงินปอนด์ (GBP) หาก BOE ส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้าหรือขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.50 บาท/ดอลลาร์

 

ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.40 บาท/ดอลลาร์

 

ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ในกรอบประมาณ 33.29-33.34 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นกรอบการเคลื่อนไหวที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักและสกุลเงินในภูมิภาค หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่สะท้อนจาก PCE และ Core PCE Price Index ปรับตัวสูงขึ้น หนุนความเป็นไปได้ในการเริ่มปรับลดวงเงิน QE ของเฟดในเดือนนี้ และโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ในปีหน้า

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 33.20-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ และสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI และดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนต.ค.