thansettakij
thansettakij
บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทย Q3/64 “หลบ Fed เลี่ยง COVID”

บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทย Q3/64 “หลบ Fed เลี่ยง COVID”

01 ก.ค. 64 | 14:02 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 64 | 21:05 น.

บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมลงทุนไตรมาส 3 ปี 2564 ชี้ตลาดเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ กลยุทธ์การลงทุนจำเป็นต้อง Selective Buy เพื่อค้นหาหุ้นที่เป็นเป้าหมายของ Fund Flow ในประเทศ มองแนวรับสำคัญที่ 1,510 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัสจำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 ยังเผชิญความเสี่ยงจากต่างประเทศและความเสี่ยงจากในประเทศ โดยความเสี่ยงสำคัญจากต่างประเทศ คือ การเดินหน้าส่งสัญญาณลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะหากเฟดเริ่มส่งสัญญาณปรับลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร (QE Tapering) ตลาดคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2564 หากเกิดขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อตลาด และผลักให้ Fund Flow ไหลออกได้ในบางจังหวะ

สำหรับความเสี่ยงในประเทศยังคงเป็นการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ สายพันธุ์ Delta ที่แพร่ระบาดได้รวดเร็ว กดดันรัฐบาลกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมโรคอีกครั้งระยะเวลา 1 เดือน คือ ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนกรกฎาคม 2564 เช่น ปิดสถานที่เสี่ยง เป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด คาดว่าจะส่งผลให้ GDP ไทย งวดไตรมาส 2-3 ปี 2564 ชะลอตัวลงในและมีโอกาสติดลบทั้งเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน ก่อนที่จะไปฟื้นงวดไตรมาส 4 ทั้งนี้ เชื่อว่าGDP ปีนี้คงคาดที่ 1.7%

“ในมุมกำไรของบริษัทจดทะเบียน น่าจะผ่านจุดสูงสุด (Peak) มาแล้วในงวดไตรมาส 1 ปี 2564 โดยช่วง 9 เดือนที่เหลือของปี คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรสุทธิรวม 545,000 ล้านบาท เติบโต 11.7% ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสแรกที่เติบโต 135% นอกจากนี้ มาตรการควบคุมโควิด-19  ที่ปัจจุบันดำเนินมาเป็นเวลาถึง 3 เดือนครึ่ง จาก 9 เดือนที่เหลือของปี ทั้งมาตรการแบ่งโซนสี และมาตรการคุมเข้ม 10 จังหวัด น่าจะกดดันEPS ของตลาด ที่ปัจจุบัน Consensus คาดไว้ที่ระดับ 83 บาท/หุ้น ให้มีโอกาสการปรับประมาณการลงหากความเสี่ยงต่างๆ ยืดเยื้อนานขึ้น ส่วน ASPS ประเมิน EPS ไว้ที่ 71.2 บาท/หุ้น นับว่าค่อนข้างต่ำกว่าตลาดพอสมควร”

ขณะที่ กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติคาดหวังได้ยากขึ้น จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน บวกกับความกังวลเรื่อง QE Tapering เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะเข้ามาปกคลุมตลาดหุ้นอยู่เป็นระยะ อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า กดดันให้ต่างชาติมีโอกาสเผชิญการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign exchange loss: FX loss) จากการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต้องหวังพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากในประเทศเป็นหลัก เห็นได้จากเม็ดเงินใหม่จากการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2564 มียอดเปิดบัญชีสูงถึง 1.03 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 231% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 ท่ามกลางความเสี่ยงจากรอบด้าน ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่บริเวณ 1,510 จุด กลยุทธ์แนะนำ Selective Buy หลบความผันผวนไปหาหุ้นพื้นฐานดีที่มีแรงหนุนเฉพาะตัว และเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ในประเทศ อย่าง BLA, BDMS, TFG, MCS, GPSC, BJC และ CENTEL